
ค่าเงินบาทจะทรงตัว
ในสัปดาห์นี้ สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 31.55-31.85 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
โดย...พุฒิกุล อัครชลานนท์
ในสัปดาห์นี้ สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 31.55-31.85 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยศุกร์นี้ ทางสหรัฐจะเปิดเผยตัวเลขประมาณการล่วงหน้าของ GDP ในไตรมาส 2 ซึ่งน่าจับตาดูว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะโตได้เท่าไรในไตรมาสที่ผ่านมา โดยนักวิเคราะห์ที่บลูมเบิร์กทำการสำรวจมา มองว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะโต 1.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นการชะลอตัวจากไตรมาสแรก ที่โต 1.9% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปีที่แล้ว สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจอื่นที่สำคัญของทางสหรัฐในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ยอดขายบ้านใหม่ ยอดทำสัญญาซื้อบ้านที่รอปิดการขาย ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน ยอดสั่งซื้อสินค้าทุน จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค
สำหรับวันอังคารที่ 24 ก.ค. จะมีการเปิดเผยตัวเลขกิจกรรมภาคการผลิตเบื้องต้นสำหรับเดือน ก.ค. ในสหรัฐ ยูโรโซน และจีน ซึ่งตัวเลขภาคการผลิตนั้นเป็นตัวเลขที่ตลาดให้ความสำคัญ ถ้ายังจำกันได้ดี ในเดือนที่แล้วเมื่อตัวเลขภาคการผลิตออกมาแย่ ตลาดก็พากันกังวลถึงภาวะเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ กันยกใหญ่ สำหรับในส่วนของยูโรโซนนั้น นอกเหนือจาก PMI ภาคการผลิต ก็จะมีการเปิดเผยตัวเลขเบื้องต้นสำหรับภาคบริการในวันเดียวกันนั้นด้วย
ในส่วนของประเทศไทย เราคาดว่ากรมศุลกากรจะรายงานตัวเลขส่งออกและนำเข้ารวมถึงดุลการค้าในสัปดาห์นี้ ซึ่งน่าจับตาดูว่าการส่งออกและดุลการค้าของไทยจะโตได้อย่างต่อเนื่องจากเดือน พ.ค.หรือไม่ท่ามกลางวิกฤตหนี้ยูโรโซนที่ยังคงไม่มีวี่แววว่าจะจบ นอกจากนี้ ยังมีการรายงานตัวเลขการใช้กำลังการผลิตและดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของไทยในสัปดาห์นี้ด้วย สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจของประเทศอื่นที่เราคิดว่าท่านผู้อ่านน่าจะติดตามในสัปดาห์นี้ก็จะมีดัชนีชี้นำเศรษฐกิจของจีน กำไรในภาคอุตสาหกรรมของจีน ผลสำรวจภาคธุรกิจของจีน ความเชื่อมั่นผู้บริโภคในยูโรโซน ความเชื่อมั่นทางธุรกิจของฝรั่งเศส เยอรมนี และอิตาลี และตัวเลขประมาณการล่วงหน้าของ GDP ในไตรมาส 2 ของอังกฤษ
ค่าเงินบาทในสัปดาห์ที่ผ่านมา แข็งค่าช่วงต้นสัปดาห์ก่อนจะแกว่งตัวผันผวน ค่าเงินบาทต้นสัปดาห์แข็งค่าจากแรงหนุนทางการเมืองเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ได้แข็งค่ามากนักเนื่องจากตลาดหุ้นไทยไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นมากอย่างที่คาดไว้ ส่งผลให้นักลงทุนลังเลที่จะถือครองเงินบาทเพิ่ม สัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนชะลอการลงทุนก่อนถ้อยแถลงของเบน เบอร์แนนคี (ประธานเฟด) ต่อวุฒิสภาและรัฐสภาในวันที่ 17-18 ก.ค. โดยเบอร์แนนคีไม่ได้ระบุถึงการผ่อนคลายนโยบายอย่างชัดเจน แต่กล่าวว่าเฟดกำลังศึกษาตัวเลือกสำหรับการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มหากเศรษฐกิจอ่อนตัวลงไปอีก และบอกว่าการจ้างงานยังฟื้นตัวได้ช้าเกินไป ส่งผลให้สกุลเงินเอเชียอื่นปรับแข็งค่า อย่างไรก็ดี ค่าเงินบาทไม่ได้ปรับแข็งค่าตามสกุลเงินเอเชีย แต่ได้ปรับอ่อนค่าจากแรงกดดันจากแรงซื้อเงินเหรียญสหรัฐของผู้นำเข้า และการแข็งค่าของบาทยังถูกสกัดจากจากการที่ไทยเบฟเวอเรจ จะเข้าซื้อหุ้น F&N มูลค่า 2,780 ล้านเหรียญสิงคโปร์ โดยดีลของไทยเบฟฯ ส่งผลให้เหรียญสิงคโปร์/บาท แตะระดับ 25.25068 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ก.ย. 2001 จากการคาดการณ์ว่าจะมีความต้องการเหรียญสิงคโปร์ เหรียญสหรัฐ/บาท ณ วันศุกร์อยู่ที่ระดับ 31.65 (เวลาประมาณ 17.00 น.)
ค่าเงินยูโรในสัปดาห์ที่ผ่านมา อยู่ในทิศทางผันผวน โดยค่าเงินยูโรได้รับแรงกดดันหลังมีข่าวว่าศาลรัฐธรรมนูญของเยอรมนีจะใช้เวลาหลายสัปดาห์จนถึงวันที่ 12 ก.ย. จนกว่าประกาศคำวินิจฉัยเกี่ยวกับกองทุนกลไกรักษาเสถียรภาพยุโรป (ESM) และสนธิสัญญาการคลังของยุโรป ทำให้นักลงทุนมีความกังวลต่อการจัดตั้งกองทุน ESM เนื่องจากเยอรมนีเป็นผู้ที่สมทบทุนเข้ากองทุน ESM มากสุดถึง 27% (หรือประมาณ 1.35 แสนล้านยูโรจากวงเงินทั้งหมด 5 แสนล้านยูโร) ค่าเงินยูโรยังได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมจากการที่ อังเกลา แมร์เกิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี กล่าวว่า เธอไม่สามารถมั่นใจได้ว่าโครงการยุโรป (หรือการรวมกลุ่มกันมากขึ้น) จะประสบความสำเร็จ ซึ่งได้สร้างความกังวลให้แก่ตลาด แม้ว่าเธอกล่าวในเวลาต่อมาว่าเธอคาดการณ์เชิงบวกว่าโครงการของยุโรปจะประสบความสำเร็จ แรงกดดันยังมีเข้ามาอย่างต่อเนื่องหลังอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรสเปนปรับตัวขึ้นในการประมูลวันที่ 19 ก.ค. ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีของสเปนพุ่งทะลุ 7% ยูโร/เหรียญสหรัฐ ณ วันศุกร์อยู่ที่ระดับ 1.2245 (เวลาประมาณ 17.00 น.)
ค่าเงินเยนเทียบเหรียญสหรัฐ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีแนวโน้มแข็งค่า แม้ปรับอ่อนค่าเหนือระดับ 79.0 หลังจากที่ จุน อาซูมิ รัฐมนตรีคลังของญี่ปุ่น กล่าวเตือนว่า จะเข้าแทรกแซงเงินเยนหากมีความจำเป็น อย่างไรก็ดี นักลงทุนยังคงหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากความกังวลในยุโรป และเข้าถือเงินเยนในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เงินเยนปรับแข็งค่า เหรียญสหรัฐ/เยน ณ วันศุกร์อยู่ที่ระดับ 78.57 (เวลาประมาณ 17.00 น.)
ตลาดพันธบัตรรัฐบาล สำหรับสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการประมูลพันธบัตรรัฐบาล รุ่น 5 ปี (LB176A) วงเงิน 1.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งผลออกมาดีมาก โดยมีความต้องการเข้ามาในการประมูลพันธบัตรรุ่นนี้ถึง 3.59 เท่าของวงเงินการประมูลแม้วงเงินการประมูลจะมากกว่าครั้งก่อนหน้า และอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยที่ได้ในการประมูลก็ไม่สูงนัก โดยอยู่ที่ 3.1772% (เมื่อมีคนต้องการเข้ามาซื้อเยอะ ก็จะให้ราคาสูง ซึ่งราคาสูงหมายถึงอัตราผลตอบแทนที่ต่ำ) และอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรุ่นนี้ยังลงได้อีกในตลาดรอง สะท้อนว่ามีคนต้องการถือพันธบัตรรุ่นนี้มาก สำหรับในสัปดาห์นี้จนถึงสิ้นเดือนนี้ จะไม่มีการประมูลพันธบัตรรัฐบาล
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาล ประเภทอายุ 2 ปี 5 ปี และ 10 ปี อยู่ที่ 3.14% 3.19% และ 3.34% ตามลำดับ ณ วันศุกร์ โดยในระหว่างสัปดาห์นักลงทุนเข้าถือพันธบัตรรัฐบาลซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยจากการที่นักลงทุนหลีกเลี่ยงความเสี่ยงเนื่องจากมีความกังวลในการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจยุโรป ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับลงมาค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน แม้ว่าจะมีแรงขายออกมาบ้าง สำหรับการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 25 ก.ค.นี้ ทางสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย มองว่า กนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3%







