
แบงก์-ธุรกิจทำใจ ไม่หวั่นเศรษฐกิจช็อก
8...ทีมข่าวการเงิน
ความร้อนแรงทางการเมือง กำลังทำให้บรรยากาศทางเศรษฐกิจ
“เปราะบาง”แม้นักธุรกิจหลายคนอึดอัดกับสถานการณ์เช่นนี้ แต่ทุกฝ่ายต่างก็ยอมรับในกระบวนการทางการเมืองที่เกิดขึ้น
บุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นก่อให้เกิดความกังวล แต่ก็ถือเป็นครรลองของประชาธิปไตย ประเทศไทยอยู่ระหว่างการเรียนรู้ แต่ต้องเคารพสิทธิคนอื่นด้วย
บุญทักษ์ ยอมรับว่า เป็นการยากที่จะบอกว่าทางออกคืออะไร ทุกคนมีความคิดเห็นแตกต่างกันได้ ต้องรับฟัง แต่ต้องยึดผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก ต้องไม่รุนแรง สุดท้ายประชาชนส่วนใหญ่จะเป็นคนตัดสินว่าประเทศจะไปทางไหน เพราะประชาธิปไตยเป็นของประชาชน
แม้การชุมนุมจะมีผลต่อความเชื่อมั่นในการใช้จ่าย แต่ตราบใดที่ไม่มีความรุนแรง ก็ไม่เสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ ถ้าสังเกตเศรษฐกิจไทยโดยรวม ขึ้นอยู่กับนำเข้าและส่งออกเป็นหลัก เมื่อเศรษฐกิจโลกฟื้น เศรษฐกิจไทยก็ไปได้ แต่ต้องประคองไม่ให้เกิดความรุนแรง
“
วันนี้ เราต้องลุกขึ้นมาพูด ว่าเราจะทำอะไร ไม่ใช่พูด ว่าคนอื่นต้องทำอะไร ถ้าทำอย่างนี้ได้ก็จะดี” นายบุญทักษ์ กล่าวกฤตวัฒน์ กู้เมือง คนขับแท็กซี่ส่วนบุคคล ทะเบียน มฉ 3126 เปิดเผยว่า การชุมนุมประท้วงทำให้มีรายได้จากการขับแท็กซี่มากขึ้นกว่าปกติมา 45 วันแล้ว เพราะรัฐบาลให้ข่าวสารดี คนหันมาโดยสารแท็กซี่ จึงมีรายได้มากขึ้น แต่รายได้ดีแบบนี้ไม่อยากได้ เพราะไม่อยากเห็นเศรษฐกิจถอยหลัง เพราะไม่ชุมนุมคนก็ทำมาหากินลำบากอยู่แล้ว นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบด้านจิตใจอีก เดี๋ยวนี้รู้สึกเครียดไม่สบายใจ
แต่ละวัน ต้องขับแท็กซี่ให้ได้เงิน 1,500 บาท โดย 500 บาทนำไปผ่อนรถ อีก 1,000 บาทเพื่อตัวเองและครอบครัว เมื่อมีม็อบก็หาเงิน 1,500 บาทได้เร็วขึ้น เพราะวิ่งทำเวลาได้ดีขึ้น
“เป็นการแย่งอำนาจกันระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ ผมไม่สนใจหรอกว่าใครจะได้เป็นนายกฯ เพราะใครมาเป็นนายกฯ ผมก็ยังเป็นคนขับแท็กซี่อยู่ดี” กฤตวัฒน์ กล่าวด้าน สันติ กีระนันทน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทริสเรทติ้ง เปิดเผยว่า การชุมนุมประท้วงอยู่ในวิถีของประชาธิปไตย แต่ผู้เรียกร้องทำตามวิถีประชาธิปไตยหรือยัง ข้อเรียกร้องให้ยุบสภายังขาดเหตุผล การยุบสภาต้องมาจากการหาข้อตกลงกันไม่ได้ในสภา จุดยืนของกลุ่มผู้ชุมนุมยังไม่ชัด เพราะข้อเรียกร้องเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตอนแรกให้รัฐบาลลาออก แต่ตอนนี้ให้ยุบสภา ซึ่งทุกคนรู้ว่าผู้ชุมนุมต้องการมากกว่าให้รัฐบาลยุบสภา
“
ผมเชื่อว่า ผู้มาประท้วงไม่ได้ถูกซื้อตัวมาหรอก แต่มาด้วยการปลุกระดม ซึ่งการปลุกระดมไม่ใช่วิถีของประชาธิปไตย” สันติ กล่าววนา พูลผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ยูโอบี (ไทย) กล่าวว่า อยากให้แต่ละฝ่ายหันมามองตัวเอง ใช้สติพิจารณาอย่างรอบคอบและจริงใจกับตัวเองว่า สิ่งที่ทำไปและสิ่งที่กำลังจะทำเป็นไปเพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริงหรือไม่ ถ้าทั้งสองฝ่ายคิดถึงประโยชน์ของประเทศชาติอย่างแท้จริง เชื่อว่าจะสามารถหาทางออกให้กับประเทศได้อย่างแน่นอน ต้นเหตุของปัญหา คือ ทุกคนต่างมีความคิด ความเข้าใจ ความต้องการ และจุดยืนที่แตกต่างกัน ทำให้ช่องว่างของทางออกค่อนข้างห่าง การรอมชอมเกิดขึ้นไม่ได้
“
หากเหตุการณ์ยืดเยื้อ หรือเกิดความรุนแรงขึ้น จะไม่เป็นผลดีต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวม โดยเฉพาะในบางอุตสาหกรรม เช่น ธุรกิจท่องเที่ยว แต่สำหรับธุรกิจกองทุนรวมนักลงทุนยังคงซื้อขายหน่วยลงทุนตามปกติ
“
สิ่งที่ บลจ. จะทำคือ ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนที่นำเสนอต่อนักลงทุน เพราะหากเห็นว่าเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยจะไม่ไปไหน อาจจะแนะนำให้นักลงทุน ลงทุนอย่างอื่นที่ไม่ใช่หุ้นไทย เช่น ตลาดหุ้นในภูมิภาค หรือสินทรัพย์ประเภทอื่น” วนา กล่าว






