
4ชาติอาเซียนตื่นตัวรับเออีซียกใหญ่
ส่งเสริมลงทุน-แก้กฎหมายให้สิทธิประโยชน์ภาษีจูงใจ
ส่งเสริมลงทุน-แก้กฎหมายให้สิทธิประโยชน์ภาษีจูงใจ
ประเทศเพื่อนบ้านตื่นตัวรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เร่งปรับปรุงกฎหมายส่งเสริมการลงทุน
การรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2025 ที่จะทำให้เกิดตลาดบริโภคที่มีประชากรมากถึง 560 ล้านคน ที่ดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติมองหาฐานการผลิต เพื่อป้อนตลาดในภูมิภาคนี้ ทำให้ทุกประเทศปรับเปลี่ยนนโยบายส่งเสริมการลงทุน กฎหมาย และระบบภาษี เพื่อจูงใจดึงดูดทุนต่างชาติให้เข้าไปลงทุน
นายรอสเสา ที่ปรึกษาฝ่ายพาณิชย์ สถานเอกอัครราชทูตกัมพูชา กล่าวว่า รัฐบาลกัมพูชาได้เร่งกฎหมายการลงทุนให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยการลงทุนไม่เกิน 10 ล้านเหรียญสหรัฐ จะยกเว้นภาษี 4 ปี วงเงิน 1030 ล้านเหรียญสหรัฐ ปลอดภาษี 5 ปี และลงทุน 30 ล้านเหรียญสหรัฐขึ้นไป จะได้รับการยกเว้นภาษี 6 ปี
อุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะส่งเสริมมี 6 สาขา คือ อุตสาหกรรมการเกษตร อุตสาหกรรมต่อเนื่องยานยนต์ การแปรรูปข้าว อุตสาห กรรมอาหาร การผลิตกระแสไฟฟ้า และการลงทุนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ขณะเดียวกันยังต้องการส่งเสริมอุตสาหกรรมสิ่งทอและรองเท้า ซึ่งกำลังขยายตัวมากในขณะนี้ให้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะลดภาษีเหลือ 0% ในการตั้งโรงงานผลิตสิ่งทอ รองเท้า
นอกจากนี้ กัมพูชากำลังจะจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษบริเวณชายแดน ซึ่งอุตสาหกรรมในเขตนี้จะมีใบอนุญาตให้สามารถส่งออกได้ทันที เชื่อว่าจะเป็นฐานการผลิตสำคัญ ของผู้ประกอบการไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ เมื่อมีการเปิดเออีซีแล้ว
นางขันลาสี แก้วบุญพัน ที่ปรึกษาฝ่ายพาณิชย์และเศรษฐกิจ สถานเอกอัครราชทูต สปป.ลาว กล่าวว่า การเปิดเออีซี ถือเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก เพราะต้องยอมรับว่า ลาวมีศักยภาพน้อยกว่าประเทศอื่นๆ ในการแข่งขันแต่ขณะเดียวกัน ก็เป็นสิ่งที่ดีที่จะพัฒนาเศรษฐกิจของลาวให้เชื่อมโยงสากล เพิ่มอำนาจการต่อรอง เพิ่มขีดความสามารถในการส่งออก และสามารถเชื่อมโยงตลาดได้กว้างขึ้น
ทั้งนี้ ลาวได้เตรียมความพร้อม ด้วยการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการลงทุน พร้อมกับมีการปรับปรุงกฎหมายภาษี กฎหมายการแข่งขันทางการค้า และยกระดับกฎหมายการปกป้องผู้บริโภค เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การดึงนักลงทุนเข้ามาในลาว
สำหรับ อุตสาห กรรมที่ส่งเสริม คือ แปรรูปสินค้าเกษตร การขนส่งทางอากาศ สุขภาพ การศึกษา และการท่องเที่ยว ส่วนภาคธุรกิจที่ไม่เหมาะจะเข้ามาในลาว ได้แก่ ยาง เนื่องจากรัฐบาลไม่ส่งเสริม ป้องกันความสูญเสียทางระบบนิเวศ ยานยนต์ และสิ่งทอ เพราะประชากรลาวมีน้อย ไม่เหมาะกับอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงาน
นางอาเด เวโรนิกา คริสตี เลขานุการตรีระดับ 3 สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า จุดแข็งของอินโดนีเซีย คือ มีประชากรมากถึง 240 ล้านคน และกว่า 50% อยู่ในช่วงวัยทำงาน ซึ่งถือเป็นตลาดใหญ่ พร้อมกันนี้ยังมีค่าแรงงานถูก และมีทรัพยากรมาก เป็นโอกาสที่ประเทศในอาเซียนจะใช้ประโยชน์จากการเปิดเออีซี เข้ามาลงทุนและทำการค้าร่วมกัน
ทั้งนี้ อินโดนีเซียได้จัดทำแผนแม่บทเพื่อรองรับการเปิดเออีซีโดยเฉพาะ เพื่อเป้าหมายการเป็น ระบบ เศรษฐกิจก้าวหน้า ในปี 2025 โดยมีการปฏิรูปเศรษฐกิจให้มีการเชื่อมโยงกันระหว่างเกาะที่เป็นระเบียงเศรษฐกิจ 6 พื้นที่ ได้แก่ เกาะสุมาตรา ที่จะเป็นศูนย์กลางการค้าและพลังงาน เกาะชวา เน้นอุตสาหกรรมการบริการ เกาะกาลิมันตัน เน้นด้านเหมืองแร่และพลังงาน เกาะสุลาเวสี เน้นในภาคเกษตร ประมง พืชไร่ และก๊าซธรรมชาติ เกาะบาหลี ให้เป็นพื้นที่สำหรับท่องเที่ยวและด้านอาหาร และสุดท้ายปาปัวนิวกินี ซึ่งจะเป็นพื้นที่สำหรับอุตสาหกรรมอาหาร ประมง พลังงาน และเหมืองแร่
นายโมมินต์จ่อ ประธานสมาคมผู้ส่งออกและประกอบการผลิตภัณฑ์ประมง สาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า กล่าวว่า พม่ายังมีข้อจำกัดจากสถานการณ์การเมืองที่กำลังเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประชาธิปไตย ดังนั้นการแก้ไขกฎหมายต่างๆ อาจทำได้ไม่คล่องตัวนัก อาจต้องใช้เวลา







