
ไทยติดหุ้นกำไรดีสุดในเอเชีย
รอบสามปีกว่าแสนล้านดอลล์ นักลงทุนหนีอียูหาหลุมหลบภัย
รอบสามปีกว่าแสนล้านดอลล์ นักลงทุนหนีอียูหาหลุมหลบภัย
ไทยติดหนึ่งในหุ้นให้ผลตอบแทนดีที่สุดในเอเชียแซงหน้าตลาดพัฒนาแล้ว นักลงทุนหนีมาหาที่ปลอดภัยจากวิกฤตยุโรป
บลูมเบิร์กเปิดเผยผลการจัดอันดับสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดหลังปรับค่าความเสี่ยงแล้ว เมื่อวันที่ 18 ก.ค. ผลปรากฏว่าดัชนีหุ้นของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เวียดนาม และไทย ขึ้นแท่นเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดในตลาดหุ้นเอเชียในรอบ 3 ปี รวมมูลค่ามากกว่า 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ โดยสามารถขึ้นแซงอัตราผลตอบแทนของดัชนีในตลาดประเทศพัฒนาแล้ว ภายหลังจากที่บรรดานักลงทุนแห่เข้าสินทรัพย์ปลอดภัยจากวิกฤตหนี้ยุโรปเพิ่มมากขึ้น
นายทิโมธี มอร์ นักวิเคราะห์ของโกลด์แมน แซคส์ กรุ๊ป มองว่า นักลงทุนหันมาให้ความสำคัญในตลาดหุ้นอาเซียนที่มีขนาดเล็กมากยิ่งขึ้น เนื่องจากประเทศในอาเซียนมีภูมิคุ้มกันวิกฤตจากภายนอกได้ดี อันเป็นผลมาจากการดำเนินการทางเศรษฐกิจโดยมุ่งเน้นตลาดในประเทศเป็นสำคัญ
ทั้งนี้ นับตั้งแต่เกิดวิกฤตหนี้ในยุโรปและสภาพเศรษฐกิจสหรัฐที่อ่อนแอ รัฐบาลประเทศในอาเซียนเปลี่ยนแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานและกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการส่งออกไปต่างประเทศ ซึ่งสามารถช่วยป้องกันผลกระทบจากวิกฤตหนี้ยุโรป อันกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความปั่นป่วนในตลาดหุ้นของเอเชียเหนือในปัจจุบัน
รายงานระบุว่า ดัชนีหุ้นฟิลิปปินส์เป็นดัชนีที่มีผลตอบแทนที่มีความเสี่ยงต่ำที่ดีที่สุดในภูมิภาค ขณะที่ดัชนีหุ้นไทยตามมาเป็นอันดับ 2 โดยมีอัตราผลตอบแทนสูงที่สุดและมีความผันผวนอยู่ในระดับปานกลาง
อย่างไรก็ตาม ตลาดเอเชียเหนือมีดัชนีหุ้นที่มีความผันผวนมากที่สุดในรอบ 3 ปีถึง 6 ใน 10 โดยส่วนใหญ่เป็นดัชนีของประเทศที่มีความเกี่ยวข้องกับจีน เช่น ดัชนีหุ้นของมาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และไต้หวัน
การจัดอันดับผลตอบแทนที่มีความเสี่ยงระดับต่ำดังกล่าว จะคำนวณจากการแบ่งระดับผลตอบแทนทั้งหมด โดยอ้างอิงจากระดับความผันผวนรายวัน
ขณะที่ภาวะตลาดหุ้นโดยรวมเมื่อวันที่ 18 ก.ค. ดัชนีเคลื่อนไหวในแดนลบตลอดทั้งวัน ซึ่งเป็นไปตามทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นเอเชีย
ดัชนีปิดที่ 1,220.14 จุด ลดลง 4.07 จุด มูลค่าซื้อขาย 28,129.99 ล้านบาท ต่างชาติขายเล็กน้อย 438 ล้านบาท
นายเจริญ เอี่ยมพัฒนธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์
บล.เคที ซีมิโก้ กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของดัชนีระยะยาวยังเป็นขาขึ้น ตลาดไม่มีปัจจัยลบ คาดว่าทางการกลุ่มยุโรปจะมีข่าวดีเรื่องมาตรการเสริมกระตุ้นเศรษฐกิจ







