
เศรษฐศาสตร์ใกล้ตัว: ความอ่อนแอของกรีซกับบทเรียนไทย
เศรษฐศาสตร์ใกล้ตัว ตอน ความอ่อนแอของประเทศกรีกกับบทเรียนประเทศไทยเรา
โดย...ปัญญาอุดมระติ
เศรษฐศาสตร์ใกล้ตัว ตอน ความอ่อนแอของประเทศกรีกกับบทเรียนประเทศไทยเรา
ความจริงเมื่อประเทศในประชาคมยุโรป (European Union) ลงนามในสัญญามาสทริชต์ ยอมรับข้อกำหนดของระดับการขาดดุลงบประมาณและระดับหนี้สาธารณะสูงสุด ประเทศกรีซอาศัยนักตบแต่งสถานะการเงินกลบหนี้สินโดยใช้ระบบเงินหลายสกุลสลับซับซ้อน และใช้กิจกรรมอนุพันธ์ปกปิดระบบการเงินแท้จริง ที่สำคัญเมื่อรวมตัวเศรษฐกิจแล้วความน่าเชื่อถือของประเทศกรีซเทียบเท่ากับประเทศเยอรมนี ซึ่งมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ทำให้ประเทศกรีซกู้เงินระหว่างประเทศด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำและสะดวก ทั้งภาครัฐและเอกชนจึงกู้เงินทั้งภายนอกและในประเทศอย่างต่อเนื่อง
ประเทศกรีซมีอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการขนส่งเป็นหลัก อุตสาหกรรมทั้งสองเป็นอุตสาหกรรมบริการ มีความไหวตัวสูงต่อความแปรปรวนทางเศรษฐกิจ เมื่อเกิดความตกใจต่อคำวิเคราะห์ของบริษัทตรวจสอบเครดิต (S&P และ Moody’s investor service) ที่ตรวจสอบลดความน่าเชื่อถือของประเทศกรีซ และสงสัยในความสามารถในการชำระหนี้คืน และความจริงก็ปรากฏว่า ฐานะหนี้สินของประเทศที่สูงสะสมนับแต่วันลงนามในสัญญาแมททริส (12 ปี) ในปลายปี พ.ศ. 2552 ตัวเลขหนี้สินภาครัฐสูงถึง 3.5 แสนล้านยูโร สูงกว่า 170% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และกำลังจะไม่สามารถชำระหนี้ที่ถึงกำหนดในปลายปี พ.ศ. 2554 ถ้าไม่ได้รับเงินกู้จากธนาคารกลางของยุโรปและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ
ในที่สุดธนาคารกลางยุโรปและกองทุนการเงินระหว่างประเทศก็ให้เงินกู้แก่ประเทศกรีซงวดแรก 4.5 หมื่นล้านยูโร (ประมาณ 5.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ) งวดที่สอง 1.3 แสนล้านยูโร (ประมาณ 1.61 แสนล้านเหรียญสหรัฐ) โดยมีเงื่อนไขให้รัฐบาลกรีซต้องรัดเข็มขัดงบประมาณ ถูกบังคับให้ลดการใช้จ่ายของรัฐ เก็บภาษีให้มากขึ้น จึงมีผลทำให้เกิดจลาจลจากการตกงานของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการลดค่าใช้จ่ายของรัฐและลดการจ้างงานของรัฐ
ปัจจุบันประเทศกรีซยังระส่ำระสายทางเศรษฐกิจ เงินทุนและเงินฝากธนาคารไหลออกนอกประเทศ ความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจลดต่ำลง ซึ่งเป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจให้เลวร้ายลงอีก การกู้เงินของรัฐหรือเอกชนต้องจ่ายดอกเบี้ยสูง เกิดต้นทุนในงบประมาณของรัฐสูง เป็นวัฏจักรความชั่วร้าย และความตระหนกนี้ได้ลามไปยังประเทศในกลุ่มยูโรโซนอื่นๆ ที่มีหนี้สาธารณะสูง และเกิดวิกฤตความน่าเชื่อถือ ซึ่งมีผลต่อความน่าเชื่อถือของเงินสกุลยูโร ค่าเงินยูโรค่าลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับเงินสกุลเหรียญสหรัฐและเงินสกุลแห่งอื่นๆ ของโลก ทำให้ภาระหนี้สินของประเทศในกลุ่มยูโรโซนต่อประเทศภายนอกยูโรโซนสูงขึ้นอย่างมาก ธนาคารกลางยุโรปจะหยุดความตระหนกนี้ได้ไหม?
บทเรียนเพื่อประเทศไทยเรา
การเกิดวิกฤตการเงินยุโรปที่มีจุดเริ่มต้นจากประเทศกรีซ ประมวลเป็นบทเรียนให้กับประเทศไทยที่ต้องไม่ปฏิบัติเรื่องดังนี้
1.ต้องไม่ปิดบังฐานะทางการเงินแท้จริงของรัฐ ไม่แอบสร้างภาระผูกพันนอกงบประมาณ และไปใช้สถาบันการเงินในการกำกับดูแลของรัฐเป็นตัวแบกรับภาระหนี้แทนรัฐ ไปสร้างระบบผ่อนปรนการปล่อยสินเชื่อผ่านหน่วยงานในการกำกับดูแลของรัฐ ความอ่อนแอสะสมที่ต้องแบกรับโดยสถาบันการเงินเหล่านั้นเมื่อถึงจุดแตก ก็จะเป็นวิกฤตต่อรัฐอย่างแน่นอน
2.ต้องไม่ใช้นโยบายประชานิยมแบบยุยงให้ประชาชนบริโภคฝ่ายเดียว เช่น การให้เงินเปล่า หรือลดภาษี การลดหย่อนต่างๆ เพื่อการกระตุ้นการบริโภค ความเฟื่องฟูทางเศรษฐกิจจากการกระตุ้นการบริโภคด้านเดียว เป็นความเฟื่องฟูและความเจริญของปลอม เมื่อหยุดการกระตุ้นการบริโภคเศรษฐกิจจะค่อยๆ ยุบลง ไม่ยั่งยืนเหมือนการกระตุ้นทางด้านการผลิต และซัพพลายจะสร้างดีมานด์ดังที่ปรมาจารย์เศรษฐศาสตร์กล่าวไว้เมื่อหลายร้อยปีก่อน ดังนั้นนโยบายประชานิยมจึงต้องอัดฉีดลงไปในส่วนของด้านการผลิต เช่น กองทุนหมู่บ้าน กองทุน SME (เพื่อการผลิตและพัฒนาองค์กร) สินเชื่อเพื่อการผลิต ฯลฯ
3.ต้องไม่ส่งเสริมอุตสาหกรรมบริการจนเกินพิกัด เช่น ควรกำหนดสัดส่วนของมูลค่าการท่องเที่ยวต่อ GDP ในระดับหนึ่ง และไม่ส่งเสริมจนเกินในระดับที่กำหนดไว้ เพราะเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจจะทำให้กระทบต่อฐานะทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง และการควบคุมอุตสาหกรรมการบริการนี้จะเป็นการบริหารทรัพยากรให้ไหลไปสู่อุตสาหกรรมการผลิตอื่นๆ ของประเทศ เช่น เมื่อกำหนดเป้าหมายสูงสุดของมูลค่าการท่องเที่ยวต่อ GDP แล้วจะทำให้อุตสาหกรรมการโรงแรมต้องปรับตัวตาม และอุตสาหกรรมไกด์ และอื่นๆที่เกี่ยวเนื่องกันก็จะปรับตัวตามไป ทรัพยากรการผลิตก็จะถูกเบี่ยงแบนไปสู่อุตสาหกรรมการผลิตที่มีตัวตน (Physical) ตามนโยบายของรัฐซึ่งจะทำให้ผลกระทบจากความแปรปรวนของประเทศน้อยลงและประเทศจะแข็งแกร่งอย่างแท้จริง
(ดูบทความเรื่อง เศรษฐกิจขนมกล้วยขนมปังปอนด์ของผู้เขียนเมื่อวันที่........................)
4.ประเทศที่มีรายได้ต่ำแต่มีการบริโภคภายในประเทศสูง ต้องเป็นหนี้ตลอดกาล ประเทศกรีซก็มีลักษณะนี้ หนี้จึงสะสมสูงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ วิกฤตความน่าเชื่อถือจึงเกิดขึ้นและกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ ตรงกันข้ามกับประเทศที่มีการผลิตสูงและการบริโภคน้อย ปัญหาเศรษฐกิจจะน้อยมาก ท่านทั้งหลายในประเทศไทยทำใจเป็นกลาง และดูนโยบายของรัฐว่าเอาใจประชาชนและปรนเปรอให้บริโภคมากๆ กู้หนี้มากขึ้นๆ โดยไม่มีนโยบายจูงใจในการผลิต ลดทอนการบริโภค ประเทศนั้นในอนาคตจะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจเหมือนกรีซไหม?
จะทำอะไรคิดถึงประเทศไทยของเราให้ดีๆ นะครับ ขอบคุณครับ







