posttoday
รู้เท่าทันการใช้จ่าย

รู้เท่าทันการใช้จ่าย

18 กรกฎาคม 2555

มีไหมครับที่รู้สึกว่าสมัยเริ่มทำงานใหม่ๆ เงินเดือนห้าหลักต้นๆ

โดย...กำพล สุทธิพิเชษฐ์

มีไหมครับที่รู้สึกว่าสมัยเริ่มทำงานใหม่ๆ เงินเดือนห้าหลักต้นๆ ทำงานมาก็นานอยู่จนเงินเดือนห้าหลักปลายๆ จนถึงหกหลัก ทำไมสิ้นเดือนทีไรก็ยังชักหน้าไม่ถึงหลังสักที แสดงว่ามันต้องมีบางอย่างผิดปกติกับชีวิตแน่ๆ ทำไมเมื่อก่อนยังอยู่ได้ แล้วทำไมวันนี้มันไม่มีเหลือ จะโทษเงินเฟ้อดีไหมนะ พอไปดูตัวเลขเงินเฟ้อมันก็ไม่ได้ขึ้นแซงเงินเดือนเราสักหน่อย จะโทษฐานภาษีที่เพิ่มดีไหม แต่พอดูตัวเงินหลังหักภาษีของเราเองแล้ว สุทธิมันก็ยังเพิ่มอยู่นะ

จริงๆ มันต้องโทษตัวเอง โทษความอยากได้อยากมีที่เพิ่มขึ้นของเราเอง เพราะเวลาเงินเดือนเราเพิ่มขึ้น เราเองก็พยายามยกมาตรฐานการครองชีพของเรามากขึ้นตาม พูดง่ายๆ ทำตัวหรูขึ้น จากเคยกินข้าวแกงก็ต้องเป็นอาหารญี่ปุ่น จากกาแฟเย็นรถเข็นก็ต้องเป็นกาแฟในห้างแก้วละ 150 บาท วันนี้เราไม่ต้องพูดถึงการออมกันหรอกครับ พูดเรื่องที่ว่าทำยังไงให้มันพอกินเดือนชนเดือนก่อนดีกว่า

ถ้าวันนี้มีคนมาถามคุณว่า ได้เงินเดือนเท่าไร คุณจะตอบตัวเลขไหน ระหว่างตัวเลขเงินเดือนที่บริษัทให้ กับตัวเลขเงินเดือนที่เราได้รับจริงๆ ซึ่งต้องหักภาษี เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินประกันสังคม และอื่นๆ อีกมากมาย หัดบอกตัวเองบ่อยๆ ให้ชิน ว่าจริงๆ แล้วแต่ละเดือนเราเหลือเงินเท่าไรจริงๆ ที่จะนำไปใช้จ่ายได้

ที่น่ากลัวบางคนยังหลอกตัวเองเลยว่าได้เงินเดือนเต็มๆ ซึ่งก็จะวางแผนการใช้จ่ายหรือการก่อภาระต่างๆ ที่เกินจริงไป หรือแม้แต่เงินเดือนที่ได้เพิ่มตอนสิ้นปี สมมติว่าฐานภาษี 20% คุณได้ขึ้นเงินเดือน 5,000 บาท ถามจริงๆ เถอะ ในใจคุณคิดว่าได้เพิ่ม 5,000 หรือแค่ 4,000 บาท เพราะถูกหักภาษี เงิน 1,000 บาทต่อเดือน

มีนัยสำคัญนะครับ ธรรมชาติของคนเราแวบแรกที่รู้เงินเดือนขึ้นจะคิดเลยว่าฉันสามารถผ่อนอะไรได้อีก ฉันสามารถซื้ออะไรได้อีก ถ้าคิดไม่ละเอียดถี่ถ้วนก็ต้องเข้าเนื้อกันแน่ๆ

เงินที่เหลือไม่พอใช้ในแต่ละเดือน มีตัวแปรแค่สองตัว คือ รายได้ กับค่าใช้จ่าย

สำหรับมนุษย์เงินเดือนทั่วๆ ไป ไม่ต้องพูดถึงเรื่องรายได้เลยครับ เพราะเงินเดือนมันก็เท่าเดิมทุกเดือน ปรับกันปีละครั้ง เพราะฉะนั้นเราต้องมาลดค่าใช้จ่ายกัน

เคยสังเกตไหมครับ คนเงินมากหรือคนเงินน้อยก็ไม่พอใช้เหมือนกัน คุณจะพอใช้ก็ต่อเมื่อคุณใช้จ่ายภายในวงเงินที่กำหนดต่างหาก ดังนั้นหากคุณไม่เคยกำหนดวงเงินการใช้จ่ายในแต่ละเดือนไว้เลย เงินเดือนมากแค่ไหนก็ไม่พอใช้ครับ การกำหนดวงเงินการใช้จ่ายต่อเดือนไม่ต้องมีทฤษฎีอะไรมากมาย ไม่ต้องไปหาอ่านจากไหน แค่บอกตัวเองว่าจะใช้เท่าไรต่อเดือน กำหนดแผนการใช้จ่าย แล้วยึดมั่นทำตามให้ได้ก็จบแล้วครับ

อีกเรื่องที่สำคัญและต้องทำควบคู่กันไป คุณถึงจะใช้จ่ายอยู่ในวงเงินที่กำหนดได้ คือ รู้เท่าทันนิสัยการจับจ่ายใช้สอยของคุณให้มากขึ้น ซึ่งก็มีได้หลายวิธีแล้วแต่ว่าแต่ละคนจะคิดและมีวิธีจัดการตัวเองอย่างไร ไม่มีสูตรที่แน่นอนตายตัว เพราะนิสัยแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ก็พอมียกตัวอย่างให้เห็นได้บ้าง เผื่อใครจะนำไปใช้ อาจจะเริ่มจากเรื่องง่ายๆ (แต่ทำยาก) ไปจนถึงเรื่องที่ต้องทำกันแบบเป็นเรื่องเป็นราวของครอบครัว

เช่น อย่าไปช็อปปิ้งโดยไม่มีรายการของจะซื้อติดไปด้วย ห้ามซื้อของนอกเหนือจากรายการ อย่าไปเที่ยวเดินดูของไปเรื่อยๆ ลบรายชื่อคุณออกจากรายการแค็ตตาล็อกสั่งซื้อของทางอีเมล กำหนดให้วันใดวันหนึ่งในแต่ละอาทิตย์เป็นวันซื้อของ และวันอื่นๆ ที่ไม่ใช่พยายามไม่ไปห้างสรรพสินค้า

ไปซื้อของคนเดียวจะช่วยให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น มีงานวิจัยบอกไว้ว่า ผู้หญิงมักใช้เวลามากขึ้นเมื่อไปซื้อของกับสามีและลูกๆ และยังใช้จ่ายมากกว่าเดิมถึงร้อยละ 20 และผู้หญิงจะจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นถึงร้อยละ 30 ถ้าไปช็อปปิ้งกับเพื่อนๆ

กำหนดเป็นนโยบายของบ้านไว้เลยก็ได้ว่า ต่อไปนี้หากพบเห็นของที่ต้องการจะซื้อ เราจะจดไว้ในรายการก่อน (ยังไม่ซื้อเลยนะครับ) แล้วเอามาติดไว้ที่บอร์ดในบ้าน หรือจะติดไว้ที่ตู้เย็นก็ได้เป็นเวลา 30 วัน เป็นไปได้ว่าหากผ่านไปแล้วจนถึงสิ้นเดือน ความอยากได้ของสิ่งนั้นมันอาจหายไปแล้วก็ได้ แต่ถ้าเวลาผ่านมาแล้วยังยืนยันว่าอยากได้ เชื่อเถอะว่าของสิ่งนั้นมันยังรอคุณอยู่แน่ๆ เผลอๆ อาจกำลังลดราคาอยู่ด้วยซ้ำ

หรือถ้าถึงเวลาแล้วของสิ่งนั้นมันไม่อยู่แล้ว อย่างน้อยคุณก็ได้พิสูจน์แล้วว่าคุณสามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยที่ไม่ต้องมีของสิ่งนั้น การทำแบบนี้บ่อยๆ มันเป็นการช่วยคุณตรวจสอบรูปแบบการจับจ่ายใช้สอยของคุณ ซึ่งจะช่วยให้เห็นว่า บ่อยครั้งแค่ไหนที่เราซื้อของโดยที่ไม่คำนึงว่าจะส่งผลต่อยอดเงินคงเหลือในแต่ละเดือนอย่างไร

เทคนิคข้างต้น คือ เทคนิคการเลื่อนการใช้จ่าย ถามว่าทำไมต้องเลื่อนการใช้จ่ายออกไป ก็เพราะเพื่อให้เราได้มีสติคิดดีๆ ก่อน สิ่งของทุกสิ่งในชีวิตนี้มีแค่สองอย่าง คือ สิ่งที่จำเป็นกับสิ่งที่ไม่จำเป็น

การลดค่าใช้จ่ายนั้นแน่นอนต้องลดสิ่งที่ไม่จำเป็น (เพราะสิ่งที่จำเป็นลดไม่ได้) แต่ด้วยอารมณ์ความอยากได้อยากมีของเรานั้น มักจะทำให้เราทึกทักเองว่าสิ่งที่ไม่จำเป็นนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็น

พูดง่ายๆ ก็คือ คิดเข้าข้างตัวเอง เพื่อที่จะได้ซื้อของสิ่งนั้น อย่างสบายใจหรือไม่รู้สึกผิด เทคนิคการเลื่อนเวลาจับจ่ายออกไป จะทำให้เราไม่ตกหลุมพลางทางอารมณ์ในขณะนั้น

เราจึงต้องนิยามคำว่าสิ่งที่จำเป็นให้ได้ชัดๆ ก่อน เช่น ถ้าต้องขับรถไปทำงาน คุณจำเป็นต้องเปลี่ยนยางรถยนต์เมื่อยางสึก แต่เครื่องเสียงในรถยนต์ถ้ามันยังฟังได้อยู่ ก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเป็นประเภทที่เปิดทีฟังกันทั้งสี่แยก ไม่อย่างนั้นทุกอย่างจะจำเป็นไปหมด การเพิ่มรายได้สุทธิต่อเดือนทำได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการหารายได้เสริม การทำงานล่วงเวลาเพิ่มขึ้น แต่ผมเชื่อว่าการลดค่าใช้จ่ายนั้นเป็นหนทางที่ได้ผลมากกว่าและเหนื่อยน้อยกว่า

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท