
Favelas...อีกความจริงใน Rio Viva Brazil (3)
โดย...ม.ล.อัฉราพร ณ สงขลา
โดย...ม.ล.อัฉราพร ณ สงขลา
การเดินทางจากท่าอากาศยาน Gale เข้าเมือง Rio de Janeiro สะดวกสุดคือการใช้แท็กซี่
ที่สนามบินจะมีคิวแท็กซี่อยู่ 2 ประเภท คือ แท็กซี่สนามบินกับแท็กซี่ทั่วไป แน่นอนว่าแท็กซี่สนามบินเป็นแท็กซี่บริษัทสังกัดในการให้บริการผู้โดยสารเข้าเมืองโดยเฉพาะ ก็ต้องแพงกว่าเป็นธรรมดา ใครต้องการเดินทางเข้าเมืองด้วยแท็กซี่ที่ราคาถูกกว่า จะเห็นว่ามีคิวแท็กซี่อยู่ 2 คิว ก็ให้เลือกถามราคาเอาได้ค่ะ
ถูกกว่าเยอะเหมือนกันนะคะ เกือบครึ่งน่ะค่ะ
ผู้เขียนใช้มาแล้วทั้งสองแบบ
เลือกใช้แบบธรรมดาก็ OK ค่ะ
แท็กซี่ธรรมดาบางคันใจดีสุดๆ จอดให้ถ่ายรูปที่ข้างทางด้วย แต่บางคันก็บอกว่ารถเสียกลางทางให้ไปขึ้นคันอื่นต่อ
เดาไม่ค่อยถูกก็สนุกตรงนี้แหละค่ะ
ในการเดินทางเที่ยวนี้เราพบว่า ค่าโดยสารแท็กซี่ในบราซิลราคาไม่แพง ยวดยานต่างๆ ในบราซิลส่วนใหญ่โดยเฉพาะรถบัสและแท็กซี่ใช้เอทานอลเป็นเชื้อเพลิง
ขณะนี้บราซิลพัฒนาให้เครื่องยนต์ในยวดยานสาธารณะสามารถใช้เอทานอลได้ 100% แล้ว โดยพัฒนาให้เป็นยานยนต์รุ่นใหม่ที่เรียกว่า FFV (Flexible Fuel Vehicles) คือมีเครื่องยนต์ที่สามารถใช้ตั้งแต่น้ำมันเบนซินธรรมดา และใช้แก๊สโซฮอล์ในระดับต่างๆ ไปจนถึงสามารถใช้แก๊สโซฮอล์ E100 หรือใช้เอทานอล 100%
ต้องชมวิสัยทัศน์ของรัฐบาลบราซิล เริ่มตั้งแต่ความพยายามแก้ปัญหาราคาน้ำมันดิบสูงขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2517-2518 ซึ่งขณะนั้นบราซิลลำบากมาก เพราะต้องนำเข้าน้ำมันถึง 80%
หากศึกษาให้ดีจะเห็นว่าหลายประเทศตื่นตัวในการหาพลังงานทดแทน ต่างก็หาวิธีการแก้ปัญหาต่างๆ กันไป เช่น เดนมาร์กก็เริ่มต้นศึกษาและพัฒนาพลังงานลม และกลายเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จในการใช้เทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมก้าวหน้าก่อนใครอื่นในโลก
รัฐบาลบราซิลได้จัดตั้งหน่วยงานชื่อ PROALCOOL เพื่อสนับสนุนการผลิตเอทานอลทดแทนการใช้น้ำมัน และพัฒนาการใช้พลังงานจากเอทานอลอย่างก้าวหน้าและต่อเนื่อง
สาเหตุที่บราซิลเลือกพัฒนาการใช้พลังงานจากเอทานอล ก็เนื่องจากว่าบราซิลเป็นประเทศที่ผลิตอ้อยจำนวนมาก และผลิตได้เป็นอันดับ 1 ของโลกต่อเนื่องมาหลายปี บราซิลจึงได้เลือกทำการศึกษาการนำอ้อยมาผลิตเอทานอล
เอทานอลเป็นเชื้อเพลิงที่มีราคาต่ำกว่าเบนซิน และเป็นพลังงานสะอาด ลดมลพิษในเมืองได้มาก
ประเทศไทยเราขณะนี้ ก็พัฒนาเกี่ยวกับการใช้พลังงานเอทานอลไปได้มากเหมือนกัน เราก็มาไกลถึงที่ระดับ E85 ซึ่งหมายถึงนำเอทานอล 85% ผสมกับเบนซิน 15% (ประเทศไทยเราผลิตอ้อยได้เป็นอันดับ 4 ของโลก เอทานอลของประเทศไทยได้มาจากอ้อยและมันสำปะหลัง)
จากนั้นมา บราซิลเป็นประเทศที่เป็นผู้นำด้านแก๊สโซฮอล์ และส่งเสริมการใช้อย่างจริงจังและควบคู่กันไปนั้น คือการพัฒนาเครื่องยนต์ของรถยนต์ให้เป็นรถยนต์แบบ FFV
ปีที่แล้ว ประเทศบราซิลผลิตรถยนต์มากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นรถยนต์แบบ FFV
ความจริงแล้วปัจจุบันบราซิลสามารถผลิตน้ำมันได้มากพอใช้ภายในประเทศ และบราซิลก็ยังเป็นประเทศหนึ่งในโลกที่ยังส่งออกน้ำมันด้วยซ้ำ แต่ก็รู้ว่าสักวันหนึ่งน้ำมันต้องหมดไปจากโลก บราซิลจึงหันมาให้ความสำคัญกับพลังงานจากเอทานอลอย่างมาก
บราซิลมีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก ถัดจากรัสเซีย แคนาดา สหรัฐ จีน และมีพื้นที่สีเขียวมากกว่า 3 ใน 4 บราซิลเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาใต้
ทรัพยากรธรรมชาติในแผ่นดินบราซิลมีล้นเหลือ สามารถสร้างผลิตผลทั้งการเกษตรและอุตสาหกรรมได้อย่างมั่งคั่ง ทั้งผลิตผลจากป่าไม้ ทุ่งเกษตรกรรม ปศุสัตว์ และเขตแม่น้ำอะเมซอน
บราซิลมีทรัพยากรธรรมชาติมากและมีแรงงานเหลือเฟือ ทำให้เป็นประเทศที่มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) สูงสุดในทวีปอเมริกาใต้ และสูงเป็นอันดับ 10 ของโลก
บราซิลเป็นตัวอย่างประเทศที่ทำให้เรามองเห็นว่าประเทศเกษตรอุตสาหกรรมอย่างบราซิลมีความคล่องตัวสูง และเห็นได้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต ประเทศที่มีอาหารและพื้นที่เพาะปลูกจะเป็นพื้นที่ที่มีค่ามากกว่าพื้นที่ที่เคยมีแต่ทรายกับน้ำมัน และจะเป็นประเทศที่ไม่มีวันอดตาย
เรานั่งแท็กซี่เข้าไปยังที่พักในตัวเมือง Rio de Janeiro คนขับรถพูดภาษาโปรตุเกส คุณสามีก็พยายามจะอธิบายเป็นภาษาโปรตุเกส ที่มีรากศัพท์ภาษา Latin เพราะบราซิลเป็นประเทศในกลุ่ม Latin America บางคำที่มีรากศัพท์ภาษาละตินง่ายๆ ที่คุณสามีพอฟังรู้เรื่อง
รถแท็กซี่ขับมาถึงจุดหนึ่งที่พอจะมองเห็นสลัมที่อยู่บนไหล่เขา คุณสามีผู้เขียนถามว่า
“Favelas ?” เป็น Favelas (สลัม) ใช่หรือไม่
เขาบอกว่า “ใช่”
กลุ่มเที่ยวคณะนี้เป็นพวกที่เที่ยวแบบ The Explorer ที่ชอบไปค้นหา (เรื่อง) โน่นนี่ไปเรื่อยๆ อยากไปเที่ยวในสลัมที่ Rio
เลยทำท่าถามแท็กซี่ต่อไปว่า
“จะไปที่ Favelas ได้ไหม”
แท็กซี่ตอบมาดังลั่นรถ เป็นภาษาอังกฤษว่า
“No” แล้วทำท่าเป็นเสียงปืน “Bang Bang”
Favelas เติบโตขึ้นในเมืองใหญ่ๆ อย่าง Rio และ San Paolo เมื่อราว 100 ปีที่แล้ว เพราะคนบ้านนอกมุ่งเข้ามาอยู่ในเมืองใหญ่เพื่อต้องการชีวิตที่ดีกว่า ปัจจุบันมี Favelas หลายแหล่งใน Rio
มีคนจนอยู่ใน Favelas ของ Rio ประมาณ 1 ล้านคน จากประชากรทั้งหมด 6 ล้านกว่าคน Favelas ใหญ่ที่สุดใน Rio มีอยู่ถึง 6 หมื่นกว่าคน
อยากเข้าไปหรือคะ?
อย่าว่าแต่นักท่องเที่ยวเลย แม้แต่คนที่อยู่ในเมือง Rio เขาก็ไม่กล้าเข้าไป ตำรวจก็แทบไม่เข้าไปด้วยซ้ำ เพราะ Favelas เป็นที่สุมรวมกันของบรรดาพวกค้ายาเสพติด และพวกที่เข้ามาทำอาชญากรรมใน Rio
ในที่สุดเราก็เริ่มเข้ามาใกล้คำตอบว่า ต้นตอของพวกที่มาสร้างความหวาดกลัวให้กับนักท่องเที่ยว ก็คือพวกที่มาจาก Favelas นี่เอง
แต่คุณสามีบอกว่า มีนักท่องเที่ยวคนหนึ่งเข้าไปใน Favelas แล้วออกมาเขียนว่า Favelas ว่า ไม่ได้อันตรายเหมือนที่คิด
ที่นั่นยากจนกันถ้วนหน้า ไม่มีใครเคารพกฎหมาย แต่คนที่นั่นก็ต้องการจะบอกให้โลกภายนอกรู้ว่า พวกเขาอยู่กันอย่างไร และทำไมพวกเขาจึงต้องอยู่กันลำบากยากจน
ความจริงแล้ว คนจาก Favelas ส่วนหนึ่งก็เป็นคนขายแรงงาน เป็นกรรมกร และทำอะไรให้หลายอย่างสำหรับคนใน Rio
คนเหล่านี้เป็นปัญหาที่สั่งสมมานานแล้ว ตั้งแต่คนขาวหรือคนโปรตุเกสตั้งแต่ 500 ปีที่แล้ว ไปเอาคนจากท้องถิ่นและคนจากที่อื่นมาทำงานในเหมืองทองคำและไร่อ้อย
คนขาวร่ำรวยขึ้น ขณะที่คนระดับล่างยังอยู่ในสภาพนั้น m (อ่านต่อวันอังคารหน้าค่ะ)







