
ผลสำรวจนีลเส้น พฤติกรรม "รูดปรื๊ด"
49% ของผู้บริโภคไทยมีบัตรเครดิตอย่างน้อย 1 ใบ ในขณะที่ 61% ของผู้ใช้บัตรเครดิตเลือกชำระสินค้าและบริการด้วยผ่านบัตรเครดิตมากกว่าเงินสด แม้ว่าครึ่งหนึ่งของผู้ใช้บัตรเครดิตของไทยอ้างว่าจะชำระบัตรเครดิตเต็มจำนวนทุกเดือน แต่ 26% ชำระเพียงยอดใช้จ่ายขั้นต่ำหรือน้อยกว่า
49% ของผู้บริโภคไทยมีบัตรเครดิตอย่างน้อย 1 ใบ ในขณะที่ 61% ของผู้ใช้บัตรเครดิตเลือกชำระสินค้าและบริการด้วยผ่านบัตรเครดิตมากกว่าเงินสด แม้ว่าครึ่งหนึ่งของผู้ใช้บัตรเครดิตของไทยอ้างว่าจะชำระบัตรเครดิตเต็มจำนวนทุกเดือน แต่ 26% ชำระเพียงยอดใช้จ่ายขั้นต่ำหรือน้อยกว่า
โดยไทยเป็นประเทศที่มีผู้ชำระบัตรขั้นต่ำหรือน้อยกว่า มากที่สุดในภูมิภาค
ขณะที่กองทุนรวมคือตัวเลือกแรกที่คนไทยเลือกลงทุน 64% ตามมาด้วยหุ้นและทองคำ 45%
คนไทย 80% เลือกทำธุรกรรมทางการเงินที่สาขาธนาคาร ตามมาด้วยธนาคารออนไลน์ 60%
ส่วนธนาคารบนมือถือเป็นทางเลือกที่คนหนุ่มสาวนิยมมากที่สุด
ทั้งหมดนั้นคือผลการสำรวจทัศนคติเกี่ยวกับการลงทุนของนีลเส็น
และยังพบว่า กองทุนรวมเป็นการลงทุนที่ผู้ลงทุนไทยนิยมสูงสุด และประมาณ 60% ของคนไทยเลือกทำธุรกรรมการเงินผ่านอินเทอร์เน็ต
จากการสำรวจเกี่ยวกับทัศนคติในการลงทุนและการธนาคารของนีลเส็นในกลุ่มผู้บริโภคทั่วโลกกว่า 28,000 คนใน 56 ประเทศพบว่า ผู้บริโภคไทยส่วนใหญ่ยังคงเลือกชำระสินค้าและบริการด้วยเงินสด แต่ 61% ของคนไทยที่มีบัตรเครดิตมักนิยมใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมากกว่า
นอกจากนี้ แม้บัตรเดบิตจะไม่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายเท่ากับบัตรเครดิต แต่ 1 ใน 4 ของผู้บริโภคคนไทยในช่วงอายุ 20–29 ปี เลือกใช้บัตรเดบิตเป็นช่องทางหลักในการจับจ่ายใช้สอยรองจากเงินสด
“ผู้บริโภคในประเทศที่กำลังพัฒนาส่วนใหญ่ยังคงเคยชินกับการชำระสินค้าและบริการด้วยเงินสด อย่างไรก็ดี เมื่อใดก็ตามที่สถานภาพทางการเงินของผู้บริโภคโดยรวมดีขึ้น พร้อมกับมีช่องทางในการจับจ่ายผ่านบัตรหรือทางอีเล็กทรอนิกส์มากขึ้น โอกาสที่การใช้จ่ายผ่านบัตรจะเข้ามามีบทบาทไม่แพ้การจับจ่ายด้วยเงินสดก็อยู่ไม่ไกล” สุเรช รามาลินกัม กรรมการผู้จัดการ บริษัท นีลเส็น (ประเทศไทย) กล่าว
แม้ว่าความนิยมในการใช้บัตรเครดิตในกลุ่มผู้บริโภคไทยจะเพิ่มมากขึ้น แต่ประเทศไทยยังคงมีจำนวนผู้ใช้บัตรเครดิตที่ชำระเพียงยอดใช้จ่ายขั้นต่ำหรือน้อยกว่า มากที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและเป็นอันดับ 7 ของโลก โดย 24% ของผู้ใช้บัตรเครดิตไทยชำระเพียงยอดใช้จ่ายขั้นต่ำในสามเดือนที่ผ่านมา ขณะที่ 2% เลือกจ่ายในอัตราที่ต่ำกว่านั้น
ในเอเชียแปซิฟิก แต่ละประเทศมีความนิยมด้านการลงทุนแตกต่างกัน โดยที่ 64% ของคนไทยเลือกที่จะลงทุนกับกองทุนรวมเป็นอันดับแรก
รองลงมาคือ หุ้นและทองที่ 45%
ผลสำรวจยังแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคที่มีอายุระหว่าง 3560 ปี มีความสนใจลงทุนในกองทุนรวมมากกว่ากลุ่มอื่น
นอกจากนี้ ผู้ชายยังเป็นกลุ่มที่ให้ความสนใจในการลงทุนซื้อหุ้นมากกว่าผู้หญิงถึง 25% ในทางกลับกัน นักลงทุนหญิงสนใจลงทุนกับทองมากกว่าผู้ชายถึง 3%
“นโยบายลดหย่อนภาษีของรัฐบาลมีบทบาทสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคในกลุ่มคนทำงานนิยมลงทุนกับกองทุนรวม และเป็นที่น่าสังเกตว่านักลงทุนชายมีแนวโน้มที่จะลงทุนกับการลงทุนที่มีความเสี่ยงมากกว่านักลงทุนหญิง โดยที่นักลงทุนชายเลือกที่จะลงทุนกับหุ้นที่มีปัจจัยเสี่ยงสูง แต่สำหรับนักลงทุนหญิงเลือกที่จะลงทุนกับทองซึ่งมีปัจจัยเสี่ยงต่ำกว่า” สุเรช กล่าว
จากผลการสำรวจของ NM Incite เครื่องมือการวัด “เสียง” ออนไลน์ของสังคมโซเชียลมีเดีย พบว่า จำนวนการสนทนาเกี่ยวกับการลงทุนในกองทุนรวมในสังคมออนไลน์พุ่งขึ้นสูงอย่างเห็นได้ชัดในช่วงปลายปีที่ใกล้ปิดปีภาษี และยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องจนถึงช่วงยื่นขอคืนภาษี
ขณะที่ 78% ของผู้บริโภคไทยยังคงเลือกทำธุรกรรมการเงินกับธนาคารที่สาขา ขณะที่ธนาคารออนไลน์มีความนิยมเพิ่มมากขึ้น จนกลายเป็นตัวเลือกอันดับ 2 ซึ่งมีความนิยมอยู่ที่ 60% โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคนอายุระหว่าง 3039 ปี
นอกจากนี้ กลุ่มผู้บริโภคหญิงนิยมเดินทางไปยังธนาคารมากกว่าผู้ชายถึง 17% ในทางกลับกันกลุ่มผู้บริโภคชายนิยมธนาคารออนไลน์มากกว่าผู้หญิงถึง 22% ขณะที่ธนาคารบนมือถือเป็นที่นิยมในกลุ่มผู้บริโภคอายุต่ำกว่า 20 ปีมากที่สุด
“ธนาคารบนอินเทอร์เน็ตเริ่มเป็นทางเลือกที่สำคัญในการทำธุรกรรมทางการเงิน โดยเฉพาะในประเทศกลุ่มเอเชียแปซิฟิก แม้ผู้บริโภคยังคงกังวลเรื่องความปลอดภัยในการทำธุรกรรมผ่านอินเทอร์เน็ตหรือโทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่ จากการสำรวจ เห็นได้ชัดว่าความสะดวกและรวดเร็วในการทำธุรกรรมและการค้นหาข้อมูลการลงทุนทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากหันมาเลือกใช้ช่องการบริการนี้ หากอัตราการเข้าถึงของโทรศัพท์สมาร์ตโฟนในประเทศไทยยังคงพุ่งขึ้นสูงเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง การทำธุรกรรมผ่านโทรศัพท์น่าจะขยายความนิยมไปมากกว่าเพียงกลุ่มผู้ใช้ที่อายุน้อย และจะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการตัดสินใจด้านการลงทุนที่ต้องการความรวดเร็วทันใจ ทันท่วงที”
ในเอเชียแปซิฟิก การทำธุรกรรมผ่านอินเทอร์เน็ตได้รับความนิยมมากกว่าการเดินทางไปยังสาขาธนาคาร โดยผู้บริโภคในประเทศจีนมากถึง 88% พอใจจะใช้บริการทางธนาคารออนไลน์
ตามมาด้วยเกาหลีใต้ที่ 75% และฮ่องกงที่ 71%
ด้านสถานการณ์ของธุรกิจบัตรเครดิตนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานปริมาณการใช้จ่ายบัตรเครดิต ทั้งระบบของระบบธนาคารพาณิชย์ งวดสิ้นเดือน พ.ค.พบว่า มียอดการใช้จ่ายรวมทั้งสิ้น 1.036 แสนล้านบาท ลดลง 770 ล้านบาท หรือ 0.74% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้านี้ที่ระดับ 1.044 แสนล้านบาท
แบ่งเป็นการใช้จ่ายในประเทศ 8.44 หมื่นล้านบาทเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 1,703 ล้านบาท หรือ 2.06% ส่วนการใช้จ่ายในต่างประเทศ 6,532 ล้านบาท ลดลง 1,284 ล้านบาท หรือ 16.43% และการเบิกถอนเงินสดล่วงหน้าผ่านบัตรเครดิตมีทั้งสิ้น 1.27 หมื่นล้านบาทลดลง 1,189 ล้านบาท หรือ 8.59%
ด้านสินเชื่อส่วนบุคคลในเดือน พ.ค. มียอดคงค้างทั้งสิ้น 2.25 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,007 ล้านบาท โดยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ในประเทศเพิ่มขึ้น 2,717 ล้านบาท หรือ 2.82% ส่วนสินเชื่อบุคคลของสาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศเพิ่มขึ้น 36 ล้านบาท หรือ 0.23% ขณะที่สินเชื่อส่วนบุคคลที่ปล่อยโดยสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (นันแบงก์) ลดลง 1,253 ล้านบาท หรือลดลง 1.51%







