
หุ้นไทยกลับมาแกว่งตามหุ้นโลก
ศุกร์ 13 กลายเป็นวันดีสำหรับตลาดหุ้นทั่วโลก
โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ
ศุกร์ 13 กลายเป็นวันดีสำหรับตลาดหุ้นทั่วโลก
ความเสี่ยงการเมืองไทยลดฮวบ หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแบบ “วินวิน” หนุนดัชนีหุ้นไทยวันศุกร์ดีดกลับ 17 จุด มาปิดที่ 1,210 จุด นำโดยหุ้นสื่อสาร เนื่องจากนักลงทุนมั่นใจว่าความต่อเนื่องทางการเมืองจะนำไปสู่การประมูลใบอนุญาต 3จี ก่อนสิ้นปีนี้
การที่ศาลชี้ว่าควรทำประชามติก่อนยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ หรือไม่ก็ให้รัฐสภาเองดำเนินการแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องใช้เวลาอีกนาน เท่ากับปลดชนวนความขัดแย้งเฉพาะหน้าจากการเร่งรัดแก้รัฐธรรมนูญ
การชี้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา 291 ไม่เข้าข่ายเป็นการล้มล้างการปกครอง จึงไม่นำไปสู่การยุบพรรคและตัดสิทธิกรรมการ บริหารพรรค 5 ปี นอกจากช่วยลดกระแสความไม่พอใจของกลุ่มเสื้อแดงลง ยังผลักให้การเมืองไทยเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านการลงทุนที่ประเทศไทยต้องการอย่างมากในยามที่เศรษฐกิจโลกชะลอแรง
ศุกร์ที่ผ่านมา ดาวโจนส์ดีด 202 จุด หรือ 1.6% หลังหุ้นสถาบันการเงินนำโดย เจพี มอร์แกน เชส รายงานกำไรไตรมาส 2 ดีเกินคาด ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปบวก 1.3% ท่ามกลางการเก็งว่าธนาคารกลางยุโรปและจีนจะออกมาตรการเพิ่มเติมสกัดการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ หลังเศรษฐกิจจีนโตเพียง 7.6% ในไตรมาส 2 นับเป็นการขยายตัวต่ำสุดในรอบ 3 ปี และเป็นการชะลอตัวติดต่อกัน 6 ไตรมาส
ตลาดหุ้นไทยจากจุดนี้จะแกว่งตัวตามตลาดหุ้นโลกที่ยังคงถูกกดดันจากเศรษฐกิจโลกชะลอและวิกฤตหนี้ยุโรป แต่จะกระตุกเป็นช่วงจากการเก็งว่าจะมีมาตรการแก้ปัญหายุโรปและการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม
ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้สูงที่ธนาคารกลางยุโรปจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในการประชุมครั้งหน้า ขณะที่ธนาคารกลางจีนมีแนวโน้มจะผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม ส่วนบ้านเราธนาคารแห่งประเทศไทยก็มีโอกาสสูงขึ้นที่จะลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมปลายเดือนนี้ ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกชะลอแรง ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อลดลงมาก
ฤดูรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 บริษัทในสหรัฐเริ่มทยอยเปิดเผยผลการดำเนินงานมาตั้งแต่สัปดาห์ก่อน และจะทยอยออกมามากขึ้นในสัปดาห์นี้ ส่วนของบ้านเราจะเริ่มต้นที่กลุ่มธนาคารก่อนสิ้นสัปดาห์นี้ จากนั้น SCC จะคิกออฟในส่วนของหุ้นที่มิใช่สถาบันการเงินในสัปดาห์ถัดไป
ในภาพรวมบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัว โดยเฉพาะกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์โดยตรง หลังราคาสินค้าโภคภัณฑ์ร่วงหนักในช่วงไตรมาส 2 จนทำให้ต้องบันทึกขาดทุนอย่างหนักจากสต๊อกสินค้า อย่างไรก็ดี ราคาโภคภัณฑ์ที่กระเตื้องขึ้นบ้าง จะช่วยให้บริษัทเหล่านี้พลิกกลับมาบันทึกกำไรจากสต๊อกในช่วงครึ่งปีหลัง จึงควรให้ความสำคัญกับผลการดำเนินงานปกติที่ยังพอไปได้แม้เศรษฐกิจจะชะลอก็ตาม
ส่วนกลุ่มธนาคาร สินเชื่อ และรายได้ค่าธรรมเนียมยังโตดีมาก โดยเฉพาะสินเชื่อรายย่อย ขณะที่ภาระกันสำรองเผื่อหนี้สงสัยจะสูญกลับสู่ภาวะปกติ ทำให้คาดว่ากำไรกลุ่มธนาคาร โดยเฉพาะธนาคารใหญ่จะโตดีมาก หุ้นธนาคารจะมีบทบาทหนุนตลาดโดยรวม
หุ้น Domestic Plays หรือหุ้นที่พึ่งการบริโภคในประเทศ กำไรยังมีแนวโน้มดีต่อเนื่อง โดยเฉพาะหุ้นค้าปลีก (BIGC, MAKRO, GLOBAL) มือถือ (ชอบ DTAC, INTUCH) บันเทิง (RS) กลุ่มเหล่านี้ทนแรงเสียดสีจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวได้ดี กระแสเงินสดจากการดำเนินงานผันผวนน้อย สัดส่วนหนี้สินต่ำ ส่วนใหญ่สามารถจ่ายเงินปันผลในเกณฑ์สูง ขณะที่เรื่องราวการเติบโตเฉพาะตัวยังหนุนผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) ให้ไต่สูงขึ้นอีกด้วย จึงควรหาจังหวะเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มเหล่านี้
ดัชนีหุ้นสัปดาห์นี้ยังมีแรงเหวี่ยงขึ้น โดยมีแนวต้านที่ 1,218 และ 1,240 จุด ตามลำดับ น่าใช้เป็นจังหวะทยอยขาย แล้วค่อยหาจังหวะรับคืนแถวแนวรับอยู่ที่ 1,1901,195 จุด
พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ







