posttoday
วิกฤตเศรษฐกิจโลกฉุนไทยเปื้อนโคลน

วิกฤตเศรษฐกิจโลกฉุนไทยเปื้อนโคลน

15 กรกฎาคม 2555

ปัญหาเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในสหภาพยุโรป หรือยูโรโซน ได้ส่งผลกระทบมาถึงไทยแล้วในด้านทุนสำรองระหว่างประเทศ โดย ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การที่ประเทศที่มีปัญหาเศรษฐกิจใช้วิธีแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มปริมาณเงินเข้าสู่ระบบ หรือการพิมพ์เงินออกมาใช้นั้น เริ่มมีผลกระทบต่อไทยในการบริหารเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ โดยทุนสำรองที่ไทยถือในสกุลเงินยูโรเริ่มมีผลตอบแทนที่ติดลบ เพราะเงินยูโรที่ฝากไว้ในบัญชีของธนาคารเพื่อการชำระเงินระหว่างประเทศได้ผลตอบแทนต่ำมาก และยังต้องเสียค่าธรรมเนียมการฝากอีก ทำให้ผลตอบแทนโดยรวมติดลบ

ปัญหาเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในสหภาพยุโรป หรือยูโรโซน ได้ส่งผลกระทบมาถึงไทยแล้วในด้านทุนสำรองระหว่างประเทศ โดย ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การที่ประเทศที่มีปัญหาเศรษฐกิจใช้วิธีแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มปริมาณเงินเข้าสู่ระบบ หรือการพิมพ์เงินออกมาใช้นั้น เริ่มมีผลกระทบต่อไทยในการบริหารเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ โดยทุนสำรองที่ไทยถือในสกุลเงินยูโรเริ่มมีผลตอบแทนที่ติดลบ เพราะเงินยูโรที่ฝากไว้ในบัญชีของธนาคารเพื่อการชำระเงินระหว่างประเทศได้ผลตอบแทนต่ำมาก และยังต้องเสียค่าธรรมเนียมการฝากอีก ทำให้ผลตอบแทนโดยรวมติดลบ

ผลกระทบไม่ได้มีเพียงเท่านั้น คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจในเอเชียยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่อง จากความเชื่อมั่นและฐานะทางการคลังที่ดี แต่ยังมี 2 ปัจจัยเสี่ยงที่ไทยและประเทศในเอเชียต้องจับตา ได้แก่ 1.การขยายเพดานหนี้และการจัดเก็บภาษีภาคเอกชนของสหรัฐ เพราะสหรัฐยังมีการใช้จ่ายที่สูงและขาดดุลมาตลอด และ 2.ปัญหาหนี้ยูโรโซนที่ยังมีปัญหาหนี้เสียและระดับหนี้สาธารณะสูง ส่งผลให้ตลาดการเงินโลกผันผวน

ขณะที่ ฮารุฮิโกะ คุโรดะ ประธานธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) เตือนให้ประเทศในเอเชียรับมือปัญหาการส่งออกชะลอตัว ซึ่งขณะนี้เริ่มเห็นบ้างแล้ว โดยคาดว่าการส่งออกของเอเชียลดลงจาก 7.2% ในปีที่แล้ว เหลือ 6.5% ในปีนี้ เพราะเอเชียพึ่งพาการส่งออกไปตลาดยุโรปและสหรัฐในอัตราที่สูง

ข้อคิดเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับความเห็นของ สุทธาภา อมรวิวัฒน์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ ที่มองว่า ปัญหาเศรษฐกิจในกลุ่มยูโรโซนจะยืดเยื้อไปอย่างน้อย 4 ปี ความรุนแรงเทียบเท่าได้กับวิกฤตการเงินในสหรัฐเมื่อปี 2551 ซึ่งจะกระทบกับภาคการส่งออกของไทยแน่นอน ทั้งจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวนและความเสี่ยงของคู่ค้า ดังนั้นผู้ส่งออกต้องมีการทำประกันความเสี่ยงไว้ด้วย

วิกฤตเศรษฐกิจโลกฉุนไทยเปื้อนโคลน

 

ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการนำเข้าและส่งออกที่ต้องใช้เงินเหรียญสหรัฐขณะนี้คือ เมื่อสถานการณ์ในอียูมีความผันผวน นักลงทุนก็จะหันไปถือครองเงินเหรียญสหรัฐ ทำให้ขณะนี้เงินเหรียญสหรัฐมีความต้องการสูงและหายาก แม้ธนาคารของไทยจะไม่ได้กู้ยืมเงินธนาคารในอียูโดยตรง แต่ธนาคารของไทยต้องกู้ยืมเงินเหรียญสหรัฐจากธนาคารในเอเชีย ซึ่งธนาคารในเอเชียจะกู้ยืมเงินจากธนาคารในอียู

ฉะนั้น เมื่อความต้องการเงินเหรียญสหรัฐมีมาก ธนาคารในเอเชียก็ได้เงินเหรียญสหรัฐกลับมาน้อย เมื่อไทยจะกู้อีกทอดก็ต้องให้ราคาสูง ทำให้ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจนำเข้าและส่งออกที่ใช้เงินเหรียญสหรัฐมีต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น

“วันนี้ต้นทุนการเงินธนาคารสูงเข้าใกล้ 5.6% เงินเหรียญสหรัฐเริ่มแพงขึ้น ถ้าผู้ประกอบการจะไปลงทุนต่างประเทศต้องใช้เงินสหรัฐ เริ่มกู้เงินได้แพงขึ้น” สุทธาภา กล่าว

ขณะเดียวกัน แม้ผู้ส่งออกไทยจะส่งออกไปอียูในสัดส่วน 10% ของการส่งออกทั้งประเทศ แต่ไทยก็ส่งออกไปจีน ก่อนที่จีนจะส่งต่อไปยังอียูอีกทอดหนึ่ง โดยไทยมีสัดส่วนการส่งออกไปจีน 12% ของการส่งออกทั้งประเทศ ขณะที่จีนส่งออกไปยังอียู 17.3% ฉะนั้นจึงส่งผลต่อผู้ส่งออกของไทยแน่นอน

และหากเศรษฐกิจยุโรปหดตัวมากกว่านี้ กลุ่มอุตสาหกรรมที่จะเห็นปัญหาเป็นอันดับต้นๆ และบางอุตสาหกรรมก็เริ่มเห็นปัญหาแล้ว ได้แก่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ เครื่องนุ่งห่ม เครื่องประดับ ยาง จิวเวลรี เหล็ก

ด้าน พัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) โดยเฉพาะกลุ่มสิ่งทอ ต้องเผชิญกับปัญหาวิกฤตหนี้ยูโรและการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท ทำให้มีความต้องการใช้สินเชื่อเพื่อหมุนเวียนมากขึ้น ขณะที่ลูกค้าบางรายที่เริ่มรับภาระไม่ไหว ก็ได้ขอความช่วยเหลือ ทั้งขอลดดอกเบี้ย ยืดระยะเวลาผ่อนชำระ แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นหนี้เสีย

ล่าสุด ธนาคารได้ออกบริการสินเชื่อดั่งใจให้ระยะเวลาผ่อนชำระนานสุด 7 ปี คิดดอกเบี้ยคงที่ต่ำสุด 7% ใน 3 เดือนแรก หลังจากนั้นมีให้เลือกทั้งแบบดอกเบี้ยขั้นบันไดและดอกเบี้ยต่ำในช่วงแรกก่อนจะลอยตัว

เมื่อหันกลับมามองในประเทศ ผลพวงจากปัญหาน้ำท่วมยังคงมีให้เห็น ประชาชนยังชะลอการจับจ่ายใช้สอย สะท้อนจากรายงานปริมาณการใช้จ่ายบัตรเครดิตเดือน พ.ค.ของ ธปท. ที่พบว่ามียอดใช้จ่ายผ่านบัตร 1.036 แสนล้านบาท ลดลง 770 ล้านบาท หรือ 0.74% เทียบจากเดือนก่อนหน้า เป็นสิ่งที่ชี้ว่าการใช้จ่ายไม่คึกคักเหมือนเดิม

ซึ่งจากนี้ ธปท.จะเข้าไปดูใกล้ชิดว่าการชะลอตัวของสินเชื่อบัตรเครดิตเกิดจากเศรษฐกิจดี ทำให้คนชำระหนี้คืนมากขึ้น หรือเป็นเพราะน้ำท่วมใหญ่ทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ลดลงจนสถาบันการเงินต้องเพิ่มความระมัดระวัง

ส่วนภาวะตลาดทุนดัชนีหุ้นไทยพุ่งขึ้นแรงในช่วงท้ายสัปดาห์ หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยกคำร้อง ซึ่งหมายถึงการแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ไม่ขัดมาตรา 68 ไม่ถือเป็นการล้มล้างการปกครอง ทำให้ตลาดคลายความกังวล ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นมาปิดที่ระดับ 1,210.29 จุด เพิ่มขึ้น 17.16 จุด หรือ 1.44% มูลค่าการซื้อขาย 24,904 ล้านบาท สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ระหว่างวันที่ 1620 ก.ค. 2555 ดัชนีมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นได้ ดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,186 และ 1,170 จุด ขณะที่แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 1,215 และ 1,227 จุด

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท