
เกษตรฯสะอึกกบอ.อุบแผนทีโออาร์แก้น้ำ
รมว.เกษตรฯ มึน กบอ.รีบเก็บร่างทีโออาร์ เห็นแวบเดียวยากวิเคราะห์
รมว.เกษตรฯ มึน กบอ.รีบเก็บร่างทีโออาร์ เห็นแวบเดียวยากวิเคราะห์
นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้เห็นรายละเอียดร่างเงื่อนไข หรือทีโออาร์ ของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กบอ.) ที่จะเปิดให้บริษัทเอกชนเข้ามาประมูลการออกแบบก่อสร้างระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศไทยเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมา จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้เรียกเก็บข้อมูลคืนทันที ทำให้ไม่สามารถวิเคราะห์ได้ว่าโครงการไหนมีศักยภาพควรทำหรือไม่ควรทำ
ที่ผ่านมา โครงการชลประทานในประเทศไทยที่มีความเหมาะสมของลักษณะภูมิประเทศ กรมชลประทานได้ศึกษาไว้หมดแล้ว และได้เคยเสนอให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ไปแล้วเช่นกัน
“บริษัทใดจะได้หรือจะผ่านเกณฑ์พิจารณา อันนี้ผมก็ไม่ทราบว่ามีเกณฑ์อะไรบ้าง เพราะไม่ได้เข้าไปยุ่งเลย แต่เข้าใจว่า กบอ.คงจะตอบได้ และคงหาผู้ที่มีความเชี่ยวชาญที่จะมาเป็นผู้พิจารณาโครงการได้” นายธีระ กล่าว
ด้านพื้นที่แก้มลิง 2.1 ล้านไร่นั้นในภาคเหนือตอนล่าง 1.2 ล้านไร่ ถ้ารวมบึงบอระเพ็ด บึงสีไฟ เก้าเลี้ยว บางระกำ ก็จะเป็น 1.5 ล้านไร่ และพื้นที่ภาคกลาง 8 แสนไร่ ซึ่งพื้นที่เหล่านี้ ในที่ประชุมครม. ได้มอบให้ผู้ว่าราชการจังหวัดที่เกี่ยวข้องไปทำแผนเผชิญเหตุในพื้นที่และชี้แจงประชาชนให้เข้าใจเพื่อเตรียมรับมือ แต่บางทีอาจจะไม่ได้ใช้ จะใช้ตามความจำเป็นเท่านั้น และอาจจะใช้ไม่ถึงหากน้ำไม่มีปริมาณมากเท่าปี 2554 ซึ่งให้กรมชลประทานไปทำโมเดลจำลองอีกรอบให้กนอช. เพื่อให้มีขอบเขตที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้ทับซ้อนกับพื้นที่ท่วมซ้ำซาก หรือพื้นที่อ่อนไหว ที่ต้องเป็นพื้นที่รับน้ำนองเป็นปกติอยู่แล้ว ซึ่งส่วนนี้จะไม่เข้าเกณฑ์ชดเชย เพราะฉะนั้นจึงให้ผู้ว่าฯไปทำความเข้าใจถึงลักษณะพื้นที่ เพราะคนเข้าใจว่าพื้นที่รับน้ำนองและแก้มลิงเป็นอันเดียวกัน ซึ่งหากประชาชนเข้าใจและให้ความร่วมมือความเสียหายจะไม่มาก โดยเฉพาะการเร่งเก็บเกี่ยวข้าวก็ควรเร่งให้เสร็จก่อนน้ำจะมาเดือน ส.ค. –ก.ย. อย่างไรก็ตามในการประกาศพื้นที่ใดจะเป็นแก้มลิงรับน้ำนั้นก็เป็นอำนาจของคณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ(กนอช.)จะเป็นผู้กำหนด เพราะฐานข้อมูลทั้งหมดกรมชลฯได้ทำเสนอไว้หมดแล้ว
อย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อมีโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทแล้ว ควรจะมีโครงการเขื่อนแม่วงก์และเขื่อนแก่งเสือเต้น เข้าไปร่วมหรือไม่ ยืนยันว่ายังจำเป็น แต่จะเป็นเขื่อนในระดับไหน ขนาดใหญ่ ขนาดกลาง หรือขนาดเล็ก หากต้องไปสร้างขนาดเล็ก 10 เขื่อน แต่ไม่คุ้มกับสร้าง 1 เขื่อน ก็อยู่ที่ฝ่ายนโยบายจะพิจารณา ซึ่งในส่วนของลุ่มแม่น้ำยมนอกจากเขื่อนแก่งเสือเต้นแล้ว กรมชลประทานได้ศึกษาเขื่อนแม่น้ำยมบนและเขื่อนแม่น้ำยมตอนล่างไว้ด้วย
การที่จะต้องสร้างเขื่อน แน่นอนว่าจะต้องมีทั้งได้และเสีย เป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันชั่งน้ำหนัก เพราะวันนี้สภาพอากาศแปรปรวน ไม่มีใครคาดการณ์ธรรมชาติได้แน่ชัด โดยความคืบหน้าของเขื่อนแก่งเสือเต้นและเขื่อนแม่วงก์นั้น อยู่ระหว่างศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) ซึ่งเขื่อนแม่วงก์คาดว่าจะสรุปได้ในวันที่ 25 ก.ค. ส่วนเขื่อนแก่งเสือเต้น มติ ครม.เดือน เม.ย. 2540 ให้ชะลอโครงการ







