
CPFทุ่ม450ล้านซื้อหุ้นเชสเตอร์
CPF ควัก 450 ล้านบาท ซื้อเชสเตอร์ฟู้ดจากเครือซีพีบริษัทแม่ต่อยอดธุรกิจอาหาร
CPF ควัก 450 ล้านบาท ซื้อเชสเตอร์ฟู้ดจากเครือซีพีบริษัทแม่ต่อยอดธุรกิจอาหาร
บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) แจ้งตลาดหลักทรัพย์ว่า คณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติให้ CPF เข้าซื้อเงินลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัท เชสเตอร์ฟู้ด จำนวน 799,997 หุ้น คิดเป็น 99.99% ของจำนวนหุ้นที่ออกและชำระแล้วของเชสเตอร์ฟู้ด ในราคาหุ้นละ 562.50 บาท เป็นเงินทั้งสิ้น 449.99 ล้านบาท จากบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งเป็นบุคคลที่เกี่ยวโยงกับ CPF
“การเข้าซื้อหุ้นเชสเตอร์ฟู้ดจะทำให้บริษัทได้ธุรกิจที่ต่อเนื่องจากธุรกิจของบริษัท อีกทั้งยังได้เครือข่ายร้านอาหารของ Chester มากกว่า 160 ร้าน ซึ่งจะเป็นช่องทางการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารที่สำคัญช่องทางหนึ่ง ซึ่งบริษัทเล็งเห็นว่าช่องทางดังกล่าวยังมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกมากทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ”
นอกจากนี้ ยังจะได้มาซึ่งเครื่องหมายการค้าและผลิตภัณฑ์ของ Chester ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้วในตลาดภายในประเทศอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม เมื่อปี 2554 เชสเตอร์ฟู้ดมียอดขาย 827 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 35 ล้านบาท มูลค่าตามบัญชี 108 บาทต่อหุ้น เทียบจากปี 2553 ที่มียอดขาย 712 ล้านบาท กำไรสุทธิ 16 ล้านบาท และมูลค่าตามบัญชี 40 บาทต่อหุ้น
คณะกรรมการบริษัทยังมีมติเพิ่มทุนของบริษัทย่อย 3 แห่ง ได้แก่ Charoen Pokphand Foods Philippines Corporation ทำธุรกิจกุ้งครบวงจรและธุรกิจไก่ครบวงจร ได้เพิ่มทุนจดทะเบียน 870 ล้านเปโซ หรือประมาณ 674 ล้านบาท ทำให้หลังเพิ่มทุนมีทุนจดทะเบียน 2,370 ล้านเปโซ และในบริษัท Charoen Pokphand Foods (Overseas) เพิ่มทุน 740 ล้านรูเบิล หรือประมาณ 807 ล้านบาท เป็นทุนจดทะเบียน 2,184 ล้านรูเบิล เพื่อใช้ในโครงการลงทุนของธุรกิจสุกรในประเทศรัสเซีย และใน CPF Agro LLC. เพิ่มทุน 630 ล้านรูเบิล หรืประมาณ 687 ล้านบาท หลังเพิ่มทุนเป็น 894 ล้านรูเบิล เพื่อใช้ในโครงการลงทุนของธุรกิจสุกรประเทศรัสเซีย
ราคาหุ้น CPF เมื่อวันที่ 11 ก.ค. ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาปิดที่ 36.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือเพิ่มขึ้น 1.39%
ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส วิเคราะห์ว่า ผลจากนโยบายที่รัฐจะขึ้นเงินเดือนพนักงานรัฐวิสาหกิจ จะส่งผลดีต่อหุ้นที่เกี่ยวเนื่องกับการอุปโภคบริโภคภายในประเทศและที่ได้ประโยชน์มาก คือ พาณิชย์ อาหาร สื่อสาร บันเทิง เป็นต้น ดังนั้นจึงให้น้ำหนักการลงทุนมาก กว่าค่าเฉลี่ยของตลาด ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่อิงกับความต้องการในประเทศ ได้แก่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ยานยนต์ อาหาร สื่อสาร และอสังหาริมทรัพย์







