
VIVA BRAZIL (2)
โดย...ม.ล.อัจฉราพร ณ สงขลา
โดย...ม.ล.อัจฉราพร ณ สงขลา
สายการบิน Emirates เที่ยวบินที่ EK 247 ใช้เครื่องบินแบบ 777300ER บินจาก Dubai ไปยัง Rio de Janeiro ที่มีท่าอากาศยานชื่อยาวมากค่ะ หากจะเรียกกันให้เต็มๆ ต้องเรียกว่า Galeao–Antonio Carlos Jobim International Airport แต่เขาก็เรียกกันสั้นๆ ว่า ท่าอากาศยาน Galeao
สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) กำหนดให้ใช้ภาษาอังกฤษ 3 ตัวอักษรเป็น Code ให้กับท่าอากาศยาน Galeao ว่า “GIG” ซึ่งบรรดาผู้ชายเห็นชื่อย่อสถานีปลายทางว่า “GIG”(กิ๊ก) แล้วชอบใจ บอกพนักงาน Check In กระเป๋าที่กรุงเทพฯ ว่า “รู้งี้ไปเที่ยวนานแล้ว”
เครื่องบินบินข้ามทวีปแอฟริกา จากนั้นบินข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก แล้วก็โฉบลงท่าอากาศยาน Galeao ที่ Rio de Janeiro ตั้งอยู่บนเกาะ Govermador ท่าอากาศยานแห่งนี้มีบทบาทต่อประเทศบราซิลมากในสงครามโลกครั้งที่ 2 แรกทีเดียวเป็นท่าอากาศยานทหารใช้ชื่อ Praia do Galeao ซึ่งเป็นชื่อของชายหาดบริเวณนี้ พันธมิตรได้มาใช้สนามบินที่นี่สกัดการขยายตัวของพวกนาซีลงมาทวีปอเมริกาใต้
จากนั้นมาได้กลายเป็นท่าอากาศยานนานาชาติ Galeao International Airport
ท่าอากาศยานแห่งนี้ดังไปทั่วโลกเมื่อสายการบิน Air France นำเครื่องบิน Concorde บินจากท่าอากาศยาน ParisCharles de Gaulle แวะที่ Dakar แล้วมาสิ้นสุดที่นี่ และฉากในภาพยนตร์เรื่อง James Bond 007 : Moonraker ที่เราเห็นภาพเครื่องบิน Concorde วางล้อแตะพื้นรันเวย์ ก็คือรันเวย์ของท่าอากาศยาน Galeao ที่นี่เองแหละค่ะ
หลังจากที่ท่าอากาศยานแห่งนี้เปลี่ยนไปเป็นท่าอากาศยานพาณิชย์เต็มตัว เทศบาลนคร Rio de Janeiro ต้องการจะลบภาพการเป็นท่าอากาศยานกองทัพอากาศออกไปให้หมด
ค.ศ.1999 เทศบาลก็ได้เปลี่ยนเป็นชื่อท่าอากาศยาน Galeao แห่งนี้เป็นชื่อท่าอากาศยาน Galeao Antonio Carlos Jobim โดยนำชื่อนักดนตรี Latin Jazz คนหนึ่งของบราซิลมาต่อท้ายชื่อ Galeao
Antonio Carlos Jobim เป็นนักดนตรี ที่มีบทบาทต่อพัฒนาการของดนตรีละตินอเมริกาอย่างมาก และถือว่าเป็นคนที่มีส่วนที่ทำให้เกิดดนตรีจังหวะ Bossa Nova และ Antonio Carlos Jobim เคยใส่คำว่า Galeao ไว้ในเนื้อเพลง “Samba do aviao” ซึ่งตนเองเคยแต่งขึ้นด้วย
ในเนื้อเพลงมีอยู่ว่า “Dentro de mais um minuto estaremos no Galeao” (ขอประทานโทษ เป็นภาษาโปรตุเกส แปลม่ายออก ใครแปลออกช่วยแปลให้ด้วยคร่า) ซึ่งก็กลายเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เทศบาล Rio de Janeiro นำชื่อเขามาตั้งให้กับท่าอากาศยานแห่งนี้ในปี ค.ศ. 1999
นอกเหนือจากนั้นเขายังเป็นคนแต่งเพลง “The Girl from Ipanema” ในจังหวะ Bossa Nova ที่ได้รับรางวัลแกรมมีใน ค.ศ. 1965 ดังสุดๆ
ความจริงเพลงนี้คือเพลง “Garota de Ipanema” ซึ่งเขาแต่งเป็นภาษาโปรตุเกสเมื่อ ค.ศ. 1962 ใครต้องการฟัง “The Girl from Ipanema” ไปหาฟังใน YouTube ได้ เพราะมากโดย
ค.ศ. 1999 เทศบาลนคร Rio de Janeiro ได้นำชื่อเขามาตั้งเป็นชื่อใหม่ให้กับอากาศยาน กลายเป็นชื่อ GaleaoAntonio Carlos Jobim International Airport แต่ปัจจุบันทั้งแท็กซี่และโรงแรมก็ยังเรียกชื่อท่าอากาศยานแห่งนี้ว่า Galeao อยู่ค่ะ
ใครมาใช้ท่าอากาศยาน Galeao ต้องจำไว้เลยค่ะว่าท่าอากาศยาน Galeao มี 2 Terminal ตรวจให้ดีนะคะว่าเที่ยวบินของท่านใช้ Terminal ไหน พวกเราตอนกลับบ้านถูกแท็กซี่พาไปทิ้งไว้ผิด Terminal โมโหมากเดินลากกระเป๋าไกลเป็นกิโลกว่าจะไปถึงเคาน์เตอร์ Check In หอบเกือบตาย แถมมีคนเดินตามหลังพูดให้ได้ยินอีกว่า
“เดินช็อปไม่บ่น เดินลากกระเป๋านิดเดียวบ่น”
เวลาท้องถิ่นที่ Rio ต้องนับถอยหลังจากประเทศไทยไป 10 ชั่วโมง
การไปบราซิลเที่ยวนี้กลุ่มเรากำหนดเป้าหมายชัดเจนล่วงหน้าหลายเดือนแล้วค่ะว่า ไปทำไม? ไปดูอะไร? ไปกินอะไร? มีกิจกรรมอะไร? และจะได้อะไรเป็นประโยชน์กลับมาบ้าง?
พวกเราตั้งใจจะไปจุดสำคัญๆ ต่อไปนี้ค่ะ
จะไปขึ้นยอดเขา Corcovado ซึ่งเป็นที่ตั้งของรูปสลักหินพระมหาไถ่ Christ the Redeemer
จะไปขึ้นกระเช้าแขวนไปยัง Sugar Loaf ภูเขาหินมหึมาของ Rio de Janeiro เพื่อไปดูอีกภาพหนึ่งของ Rio de Janeiro
ไปดูชีวิตริมหาด Ipanema/Copacabana
ไปดูฟุตบอลที่ Rio de Janeiro
บินต่อไปที่ Iguazu เพื่อล่องหนึ่งในน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในโลก
บินต่อไปอีกที่เมือง Manaus เพื่อไปดูชีวิตของคนกับแม่น้ำ Amazon
ล่องเรือหาปลาปิรันยา/ปลาอะราไพมา/งูอนาคอนดา ล่องเรือไปจับจระเข้ตอนกลางคืนในแม่น้ำ Amazon
สนุกทั้งน้าน
Emirates เที่ยวบินที่ EK 247 ส่งเราลงที่ท่าอากาศยาน GaleaoAntonio Carlos Jobim International Airport ในเวลาบ่ายแล้วบินต่อไปยัง Buenos AiresArgentina
เวลาที่ Rio de Janeiro ช้ากว่าประเทศไทย 10 ชั่วโมง ท่าอากาศยานไม่ค่อยมีผู้คนจอแจนัก การเข้าเมืองไม่ค่อยเข้มงวด
มาบราซิลไม่ต้องทำวีซ่าอยู่ได้นาน 90 วัน ถ้าไป Amazon ต้องฉีดวัคซีนไข้เหลืองด้วยนะคะ
ศุลกากรจะสุ่ม XRay กระเป๋าผู้โดยสารขาเข้าบางชิ้น เพื่อนเราโดนเลือกไป XRay 1 ใบ เจ้าหน้าที่พยายามหาอะไรสักอย่างในกระเป๋า แต่ก็รู้ทีหลังว่าเขาชี้กระเป๋าผิด เพราะกระเป๋าใบที่เห็นบางอย่างใน XRay คือใบก่อนหน้านั้นถูกลากออกไปแล้ว
พ้นจากการตรวจรับกระเป๋าพวกเราต้องแลกเงินไว้ใช้สักจำนวน บราซิลใช้เงินสกุล Real อัตราแลกเปลี่ยน 1 US ได้ราว 2 Real หรือ 1 Real : 15 บาท
เรื่องแลกเงินเป็นเรื่องสำคัญ พรรคพวกวิ่งไปดูอัตราแลกของ 2 เคาน์เตอร์แล้วก็เห็นว่าเท่ากัน แต่การแลกเงินที่สนามบินนั้นเหมือนกับผีถึงป่าช้าจริงๆ ค่ะ เพราะคนต้องแลกตรงนั้นจำเป็นต้องใช้เงิน ถูกแพงเท่าไหร่ก็ต้องแลก อย่างกลุ่มเรานั้นต้องการนำไปจ่ายค่าแท็กซี่ไปยังโรงแรม และต้องการเงินติดกระเป๋าเผื่อหลงทางกันและไว้จ่ายค่าทิป
โดยทั่วๆ ไปนักเดินทางเวลาไปเที่ยวที่ไหนๆ มักเตรียมกันไปแต่เงิน US Dollar ความจริงแล้วเราก็อยากแลกเงิน Real บราซิลมาจากประเทศไทยสักจำนวนหนึ่ง แต่มันไม่ง่ายเหมือนกับการแลกเงิน Won ก่อนไปเที่ยวเกาหลีค่ะ ร้านแลกเงินในเมืองไทยไม่ค้าเงิน Real ของบราซิล เนื่องจากไม่ค่อยมีคนไทยไปเที่ยวบราซิล
ที่เคาน์เตอร์บริการแลกเงินต่างประเทศที่ท่าอากาศยาน Galeao ให้อัตราแลกที่แพง และที่แย่คือในการแลกแต่ละครั้งจะคิดค่า Service Charge หรือค่าบริการแลกเงินบวกเข้าไปด้วย
ถ้าแลกทีละคน หรือหลายคนหลายที รับรองว่าจุกค่ะ เราเอาเงินที่ทุกคนต้องการจะแลกมารวมกันแล้วแลกครั้งเดียวจึงจ่าย Service Charge ครั้งเดียว เมื่อไปถึงโรงแรมปรากฏว่าอัตราแลกเงินที่โรงแรมดีกว่าที่สนามบิน ไม่มี Service Charge อีกต่างหาก
(อ่านต่อวันอังคารหน้าค่ะ)







