
แก้กฎบจ.แข่งเออีซี
เข้าตลาดง่าย-เพิกถอนไม่ยากตลท.เฮียริงชงเข้าบอร์ดส.ค.นี้
เข้าตลาดง่าย-เพิกถอนไม่ยากตลท.เฮียริงชงเข้าบอร์ดส.ค.นี้
ตลาดหลักทรัพย์ปรับปรุงเกณฑ์รับหลักทรัพย์ เพิกถอน แข่งขันได้ทัดเทียมเพื่อนบ้าน รองรับการเปิดเสรีเขตเศรษฐกิจอาเซียน
นายศักรินทร์ ร่วมรังษี ผู้ช่วยผู้จัดการสายงานกฎหมาย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์อยู่ระหว่างการปรับปรุงเกณฑ์ต่างๆ เพื่อให้เกณฑ์ของไทยได้มาตรฐานสากล สามารถปฏิบัติและแข่งขันได้ เพื่อรองรับการเปิดเขตการค้าเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
เนื่องด้วยจะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็น (เฮียริง) จากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งผู้ลงทุน ภาคสังคมและธุรกิจ ภายในเดือน ก.ค. และคาดว่าจะนำเสนอให้คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์พิจารณาได้ในเดือน ส.ค.นี้
สำหรับสาเหตุของการทบทวนเกณฑ์การรับหลักทรัพย์ครั้งนี้ เพราะเมื่อนำเกณฑ์ของไทยไปเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน พบว่าต่างประเทศใช้เกณฑ์พิจารณา 2 ประเภท คือ การพิจารณาจากขนาดของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคปเทสต์) และการพิจารณาจากผลกำไร (โปรฟิตเทสต์) แต่ปรากฏว่าของไทยใช้เกณฑ์ดูเรื่องกำไรเพียงอย่างเดียว ตลาดหลักทรัพย์จึงมีแนวคิดจะนำเกณฑ์ทั้งสองมาให้บริษัทที่ต้องการเข้าจดทะเบียนสามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสม
นายศักรินทร์ กล่าวว่า การรับหลักทรัพย์โดยดูจากขนาดของมาร์เก็ตแคปเป็นหลัก โดยบริษัทไม่จำเป็นต้องแสดงผลกำไรและระยะเวลาการดำเนินงานขั้นต่ำ ซึ่งจะเหมาะกับธุรกิจขนาดใหญ่บางประเภท มีความจำเป็นต้องลงทุนขนาดใหญ่ในช่วงเริ่มต้นของการทำธุรกิจแต่ยังไม่มีกำไรได้ เช่น กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานเป็นต้น ถือว่าเหมาะสมกับประเทศไทยมีความจำเป็นลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอีกจำนวนมาก
“บทบาทของตลาดหลักทรัพย์จะต้องทำหน้าที่ให้ภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงเงินออมได้ หากมาตรฐานสูงเกินไปคงไม่มีใครสามารถเข้าตลาดหุ้นได้ และเกณฑ์จะต้องเป็นไปได้ในความเป็นจริง โดยคุ้มครองผู้ลงทุนในระดับพอดี ขณะเดียวกันภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงการระดมทุนได้”นายศักรินทร์ กล่าว
ทั้งนี้ ในต่างประเทศ เช่น ตลาดหุ้นสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซียกำหนดเกณฑ์มาร์เก็ตแคปเทสต์ที่ระดับ 5,0006,000 ล้านบาทขึ้นไป ในส่วนของตลาดหลักทรัพย์เองสนใจจะกำหนดไว้ที่ระดับ 5,000 ล้านบาท ซึ่งระดับนี้ถือว่ามีขนาดใหญ่และยังอยู่ในระดับ SET100
ปัจจุบันการรับธุรกิจเฉพาะ เช่น พลังงานทางเลือก ก็มีการผ่อนปรนไม่ต้องมีกำไรอยู่แล้ว เพราะธุรกิจเหล่านี้จะลงทุนหนักในช่วงเริ่มต้น แต่กำลังพิจารณาปรับลดมาร์เก็ตแคปลงเช่นกัน คาดว่าน่าจะกำหนดระดับประมาณ 500 ล้านบาท
นายศักรินทร์ กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ยังอยู่ระหว่างการทบทวนเกณฑ์การรับหลักทรัพย์ต่างประเทศที่เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยเป็นแห่งที่ 2 (Primary Listing) หลังจากประกาศใช้เกณฑ์นี้มากว่า 1 ปี แต่ไม่มีบริษัทข้ามชาติเข้ามาจดทะเบียน ซึ่งอาจเป็นการกำหนดคุณสมบัติไว้สูงเกินไป โดยจะมีการผ่อนปรน
นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ยังจะมีการทบทวนเกณฑ์การเข้าจดทะเบียนทางอ้อม (แบ็กดอร์ลิสติง) เกณฑ์การดูแลโฮลดิง คอมพานี รวมถึงเกณฑ์การเพิกถอนหลักทรัพย์ด้วย เนื่องจากมีเพียงตลาดหุ้นไทยเท่านั้นที่ใช้เกณฑ์การเพิกถอนหลักทรัพย์ที่เข้มมาก คือจะต้องขอมติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นด้วยคะแนนเสียง 3 ใน 4 ของทุนจดทะเบียน ขณะที่ตลาดหุ้นอื่นให้ขอคะแนน 3 ใน 4 ของจำนวนเสียงของผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิและเข้าร่วมประชุมเท่านั้น







