
กลุ่มมิตรผลปรับโครสร้างคว้าโอกาสหลังเปิดเออีซี
โดย...เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร
โดย...เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร
นับถอยหลังการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ปี 2558 ผู้ประกอบการหลายคนมองเป็นโอกาส เช่นเดียวกับ กลุ่มมิตรผล ผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่อันดับ 5 ของโลก และอาจเรียกได้ว่าเป็นผู้ผลิตอันดับ 1 ในเอเชีย ที่จะได้โอกาสขยายฐานการผลิต ตลาด รวมถึงแรงงานที่เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ กลุ่มมิตรผล จึงถือโอกาสนี้ปรับโครงสร้างและภาพลักษณ์ในการดำเนินธุรกิจใหม่ ภายใต้แบรนด์ “มิตรผล” เพื่อตอกย้ำความแข็งแกร่งของตราสินค้า ความเชื่อมั่นในคุณภาพและความไว้วางใจของผู้บริโภค โดยจัดแบ่งเป็น 5 กลุ่มธุรกิจ ดังนี้
กลุ่ม 1 คือ ธุรกิจไร่บริษัท ที่ดูแลพื้นที่ปลูกอ้อย ซึ่งมีทั้งภาคกลางและภาคอีสาน กลุ่มธุรกิจที่ 2 ธุรกิจน้ำตาล แบ่งเป็นน้ำตาลในประเทศและน้ำตาลในเอเชียแปซิฟิก ที่วันนี้กลุ่มมิตรผลมีโรงงานที่จีน ลาว และออสเตรเลีย และอยู่ระหว่างขอสัมปทานพื้นที่ที่กัมพูชาต่อไป และศึกษาประเทศพม่าเป็นลำดับต่อไป
กลุ่มธุรกิจที่ 3 ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน มี 2 กลุ่ม คือ เอทานอลและไฟฟ้าชีวมวล กลุ่มธุรกิจที่ 4 กลุ่มธุรกิจปาร์ติเกิลบอร์ด และ 5 กลุ่มธุรกิจด้านการลงทุนและการค้า ที่มองหาโอกาสในการลงทุนทั้งพื้นที่เพาะปลูกและการทำตลาดในประเทศต่างๆ ต่อจากนี้ไป
กฤษฎา มนเทียรวิเชียรฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มมิตรผล กล่าวว่า 8 ปีก่อนหน้านี้ กลุ่มมิตรผลได้ขยายเข้าสู่ธุรกิจด้านพลังงานทางเลือก แต่ใช้ชื่ออื่น เพราะเกรงว่าผู้บริโภคจะไม่เชื่อถือ เพราะชื่อมิตรผลทำน้ำตาลเป็นหลัก แต่หลายปีมานี้แบรนด์มิตรผลมีความแข็งแกร่งในการรับรู้ของผู้บริโภคและคู่ค้า ทำให้นำมาสู่การปรับโครงสร้างและภาพลักษณ์ครั้งใหม่นี้
นอกจากนี้ ความแข็งแกร่งของแบรนด์จะยิ่งสำคัญมากขึ้น หลังการก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 ทำให้กลุ่มมิตรผลต้องพัฒนาภาพลักษณ์ของกลุ่มธุรกิจในเครือให้เป็นเอกภาพ และจุดหมายในการดำเนินธุรกิจที่มิใช่เป็นเพียงผู้ผลิตและส่งออกน้ำตาลรายใหญ่ของประเทศเท่านั้น แต่ต้องการนำความเชี่ยวชาญไปสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาห กรรมทั้งกระบวนการตั้งแต่ต้นถึงปลายน้ำ
“สิ่งที่จะได้หลังการเปิดเออีซี คือ เพิ่มวัตถุดิบจากการขยายพื้นที่เพาะปลูก การขยายฐานการผลิต การตั้งโรงงาน ที่สำคัญ คือ การขยายตลาดและแรงงานระหว่างกัน ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการมีโอกาสมากขึ้น”
ปัจจุบันกลุ่มมิตรผลตั้งโรงงานผลิตน้ำตาลในจีน ลาว ออสเตรเลีย และล่าสุดอยู่ระหว่างการขอสัมปทานพื้นที่เพาะปลูกอ้อยในกัมพูชา ขณะที่ในออสเตรเลียอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อสร้างโรงงานผลิตพลังงานทางเลือก แต่สิ่งที่จะได้มากกว่านั้นคือ การขยายตลาดการบริโภคจากประชากรจำนวนกว่า 600 ล้านคน และการสร้างแบรนด์ถือเป็นเรื่องสำคัญ
ด้าน ทั้งนี้ กลุ่มมิตรผล ถือเป็นผู้ผลิตน้ำตาลรายหลักของประเทศ ที่มีส่วนแบ่งอยู่ประมาณ 19% จากจำนวนการผลิตน้ำตาลทั้งหมดกว่า 100 ล้านหีบต่อปี ขณะที่ในแง่ของตลาดค้าปลีก แบรนด์น้ำตาลมิตรผล มีส่วนแบ่งอยู่ประมาณ 30% จากตลาดรวม ถือเป็นอันดับ 1 ซึ่งขณะนี้ได้ขยายตลาดในภูมิภาคเอเชียทั้งประเทศเพื่อนบ้านของไทยและกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง เป็นต้น
อัมพร กาญจนกำเนิด รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานตลาด กล่าวว่า โอกาสสำคัญจากการเปิดตลาดเออีซี คือ ตลาดการบริโภคสินค้า ซึ่งปัจจุบันนี้กลุ่มมิตรผลส่งออกน้ำตาลสำเร็จรูปประมาณ 2 หมื่นตัน และมีอัตราการเติบโตไม่ต่ำกว่า 20% ซึ่งเป็นแนวโน้มที่จะเติบโตต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น
สำหรับการทำตลาดผลิตภัณฑ์น้ำตาลสำเร็จรูปในประเทศ บริษัทจะมุ่งสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ทั้งผู้บริโภคและคู่ค้าในภาคอุตสาหกรรม เช่น น้ำเชื่อม ซึ่งล่าสุด บริษัทได้จับมือกับผู้ประกอบการรายใหญ่ เพื่อจำหน่ายน้ำเชื่อมไปผลิตสินค้า อาทิ บริษัท กรีนสปอต ที่ใช้งบลงทุนกว่า 500 ล้านบาท สร้างระบบท่อส่งน้ำเชื่อมไปยังโรงงานกรีนสปอร์ต ซึ่งในอนาคตบริษัทก็มีแผนที่จะจับมือกับพันธมิตรรายใหญ่อื่นๆ เพื่อร่วมมือกันทำธุรกิจในรูปแบบดังกล่าว
นอกจากนี้ จะส่งออกน้ำเชื่อมไปยังประเทศต่างๆ ที่บริษัททำการส่งน้ำตาลทรายเข้าไปทำตลาด ซึ่งหลังจากเดินหน้าขยายตลาดน้ำเชื่อมทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง คาดว่าอีก 2-3 ปีนับจากนี้ บริษัทคาดว่าจะมีสัดส่วนยอดขายน้ำเชื่อมอยู่ที่ประมาณ 4050% จากปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 20% สำหรับปีนี้กลุ่มมิตรผลคาดว่าจะมีรายได้รวม 3.8 หมื่นล้านบาท
“หลังจากนี้ทุกกลุ่มธุรกิจของมิตรผลจะมีทิศทางในการดำเนินธุรกิจภายใต้คำมั่นสัญญาเดียวกัน คือ Global Quality with Sustainability ซึ่งถือเป็นการประกาศพันธะสัญญาของกลุ่มมิตรผลต่อคู่ค้า ลูกค้า ชุมชน รวมไปถึงสังคม ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชน สิ่งแวดล้อม รวมถึงเศรษฐกิจของประเทศไทย” กฤษฎา กล่าวทิ้งท้าย







