
รับสร้างบ้านบูม
สมาคมไทยรับสร้างบ้าน (Thai Home Constructions Association : THCA) สำรวจความเห็นสมาชิกสมาคมฯ ทั่วประเทศ พบว่า 6 เดือนแรกปีนี้ (เดือน ม.ค.มิ.ย. 2555) ปริมาณและมูลค่ายอดจองสร้างบ้านโดยเฉลี่ยเติบโตขึ้นประมาณร้อยละ 40 เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว (เดือน เม.ย.มิ.ย. 2554) และยอดจองสร้างในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา (เดือน เม.ย.มิ.ย. 2555) เติบโตกว่าไตรมาสแรกประมาณร้อยละ 47 โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคกลางมีการเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน สะท้อนได้ว่าผู้บริโภคที่ต้องการสร้างบ้านหลังใหม่ คลายความกังวลกับปัญหาน้ำท่วมแล้ว และเมื่อสำรวจข้อมูลแยกตามรายภูมิภาค พบว่ายอดจองสร้างบ้านในพื้นที่ภาคอีสานมีการเติบโตสูงสุด เมื่อเปรียบเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ ในขณะที่ยอดจองสร้างบ้านในเขตกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล 6 เดือนแรกปีนี้เติบโตเพียงเล็กน้อย
สมาคมไทยรับสร้างบ้าน (Thai Home Constructions Association : THCA) สำรวจความเห็นสมาชิกสมาคมฯ ทั่วประเทศ พบว่า 6 เดือนแรกปีนี้ (เดือน ม.ค.มิ.ย. 2555) ปริมาณและมูลค่ายอดจองสร้างบ้านโดยเฉลี่ยเติบโตขึ้นประมาณร้อยละ 40 เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว (เดือน เม.ย.มิ.ย. 2554) และยอดจองสร้างในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา (เดือน เม.ย.มิ.ย. 2555) เติบโตกว่าไตรมาสแรกประมาณร้อยละ 47 โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคกลางมีการเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน สะท้อนได้ว่าผู้บริโภคที่ต้องการสร้างบ้านหลังใหม่ คลายความกังวลกับปัญหาน้ำท่วมแล้ว และเมื่อสำรวจข้อมูลแยกตามรายภูมิภาค พบว่ายอดจองสร้างบ้านในพื้นที่ภาคอีสานมีการเติบโตสูงสุด เมื่อเปรียบเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ ในขณะที่ยอดจองสร้างบ้านในเขตกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล 6 เดือนแรกปีนี้เติบโตเพียงเล็กน้อย
ข้อมูลดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่ากำลังซื้อที่เติบโตในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา เป็นเพราะ
1) ผู้บริโภคเร่งตัดสินใจเนื่องจากกังวลว่าราคาบ้านจะปรับตัวสูงขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง 2) กำลังซื้อผู้บริโภคที่เติบโตส่วนใหญ่มาจากตลาดใหม่หรือในต่างจังหวัด 3) ธุรกิจรับสร้างบ้านเป็นที่รู้จักและยอมรับของผู้บริโภคทั่วประเทศมากขึ้น 4) ผู้บริโภคคลายความกังวลเรื่องปัญหาน้ำท่วมแล้ว ซึ่งทั้ง 4 ปัจจัยมีความสอดคล้องและสนับสนุนกันและกัน จึงส่งผลให้ปริมาณและมูลค่าตลาดรวมรับสร้างบ้านขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะทิศทางการเติบโตมีแนวโน้มขยายตัวออกไปในต่างจังหวัดอย่างชัดเจน ซึ่งถือเป็นความสำเร็จของผู้ประกอบการที่มีการปรับตัวก่อน และมุ่งขยายสู่ตลาดรับสร้างบ้านในต่างจังหวัดอย่างจริงจัง
สำหรับปริมาณและมูลค่าจองสร้างบ้านของสมาชิกสมาคมฯ ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา สามารถแบ่งตามสัดส่วนออกได้ดังนี้
อันดับแรก ภาคอีสานมีสัดส่วนคิดเป็น 36% อันดับที่ 2 ภาคกลางมีสัดส่วนคิดเป็น 23% อันดับ 3 กทม. และปริมณฑลสัดส่วนคิดเป็น 15% ภาคใต้สัดส่วนคิดเป็น 15% และภาคเหนือสัดส่วน 11% ตามลำดับ
ภาพรวมการแข่งขันของผู้ประกอบการรับสร้างบ้านตลอดช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมาไม่คึกคักเท่าที่ควร โดยเฉพาะรายเล็ก รายกลาง ที่แข่งขันอยู่ใน กทม. และปริมณฑล พบว่ามีกิจกรรมทางการตลาดออกมากระตุ้นกำลังซื้อผู้บริโภคน้อยมาก จะมีก็เพียงบริษัทรับสร้างบ้านรายใหญ่ 23 รายเท่านั้น ที่ยังเน้นโฆษณาประชาสัมพันธ์และจัดโปรโมชัน ลด แจก แถม ในช่วงท้ายไตรมาส 2 ในส่วนของผู้ประกอบการที่แข่งขันอยู่ในต่างจังหวัด กลับพบว่ามีการใช้โฆษณาและประชาสัมพันธ์ เพื่อกระตุ้นการรับรู้และกำลังซื้อของผู้บริโภคมากขึ้น โดยการแข่งขันทั่วๆ ไปไม่รุนแรงเท่าตลาดรับสร้างบ้านใน กทม. อาจเป็นเพราะว่าจำนวนผู้ประกอบการแข่งขันมีอยู่น้อยราย
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่โดยเฉพาะรายเล็กๆ ที่แข่งขันอยู่ใน กทม. อาจไม่พร้อมรุกทำตลาดในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา เนื่องจากต้องเผชิญกับการแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และยังกังวลกับภาวะต้นทุนค่าก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะการที่รัฐบาลประกาศปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาท ส่งผลให้ต้นทุนปรับเพิ่มตามทันที ทั้งนี้ยังพบว่าบริษัทรับสร้างบ้านที่แข่งขันอยู่ในตลาดส่วนใหญ่ มีการปรับราคาขายบ้านเพิ่มขึ้นจากราคาเดิมเฉลี่ย 510% ในช่วงครึ่งปีหลัง
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมตลาดรับสร้างบ้านหรือยอดจองสร้างบ้านที่เติบโตในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ซึ่งอาจมองได้ว่ากำลังซื้อหรือความต้องการสร้างบ้านฟื้นตัวกลับมาแล้ว (หลังจากที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปีก่อน) และน่าจะเติบโตต่อเนื่องในไตรมาส 3 และครึ่งปีหลัง แต่สมาคมฯ มองว่ายังมีปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของตลาดรับสร้างบ้านในช่วงครึ่งหลังปีนี้ ได้แก่ วิกฤตหนี้ยูโรโซน ซึ่งอาจลุกลามและส่งผลกระทบกับประเทศไทยด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะภาคธุรกิจส่งออกของไทย ซึ่งได้รับผลกระทบจากคำสั่งซื้อที่ลดลง ทั้งจากประเทศในแถบยุโรปและประเทศคู่ค้าสำคัญของยูโรโซน ฉะนั้นทิศทางเศรษฐกิจของประเทศในช่วงครึ่งปีหลัง อาจมีปัญหาและส่งผลกระทบกับธุรกิจรับสร้างบ้านได้เช่นกัน
แนวโน้มตลาดรับสร้างบ้านในไตรมาส 3 และครึ่งปีหลัง ยังเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ยากว่าจะเติบโตได้ต่อเนื่องหรือไม่ เพราะด้วยมีตัวแปรสำคัญๆ หลายปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบและทำให้กำลังซื้อชะลอตัว ซึ่งผู้ประกอบการควรเฝ้าระวังปัญหาที่คาดว่าอาจจะเกิดขึ้น ทั้งวิกฤตหนี้ยูโรโซน ต้นทุนค่าแรงค่าวัสดุที่ปรับตัวสูงขึ้น ปัญหาขาดแคลนแรงงาน ฯลฯ เป็นต้น จากการสำรวจข้อมูลและสอบถามความเห็นจากสมาชิกสมาคมฯ ยังพบว่า แม้แต่พื้นที่ภาคอีสานซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่หาแรงงานก่อสร้างได้ง่ายที่สุด ก็หนีไม่พ้นปัญหาการขาดแคลนแรงงานเช่นกัน สาเหตุเกิดจากธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ ในพื้นที่ภาคอีสานในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาบูมมากๆ ส่งผลให้มีการแย่งชิงแรงงานกัน รวมทั้งภาคการเกษตรและสินค้าเกษตรราคาปรับตัวสูงขึ้น แรงงานบางส่วนจึงหันกลับไปเพาะปลูกและรับจ้างทำพืชไร่แทน เนื่องจากได้อัตราค่าจ้างสูงพอๆ กัน ปัจจัยข้างต้นถือเป็นการส่งสัญญาณให้ภาคก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ ทราบว่าปัญหาการขาดแคลนจะรุนแรงมากขึ้นในทุกๆ พื้นที่ของประเทศไทยแล้ว







