posttoday
ยุทธศาสตร์สู่ AEC (5)

ยุทธศาสตร์สู่ AEC (5)

09 กรกฎาคม 2555

สัปดาห์ที่แล้ว ผมบอกว่าหัวใจดวงที่หนึ่งในการเขียนยุทธศาสตร์ของ AEC

โดย...เกษมสันต์ วีระกุล

สัปดาห์ที่แล้ว ผมบอกว่าหัวใจดวงที่หนึ่งในการเขียนยุทธศาสตร์ของ AEC คือ ต้องมีการวิเคราะห์สถานการณ์ในอนาคตข้างหน้าอย่างละเอียดรอบคอบว่าจะเกิดอะไรขึ้น ในอีกสิบปีข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจ สังคม การเมือง โลก อาเซียน และไทย ถ้าหากเราไม่สามารถวิเคราะห์ได้ว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นได้อย่างแม่นยำหรือใกล้เคียงแล้วละก็ เราจะสามารถเขียนยุทธศาสตร์ ซึ่งเป็นการบอกว่าเรากำลังจะทำอะไรในอนาคตได้อย่างถูกต้องได้อย่างไรครับ

เมื่อวิเคราะห์สถานการณ์ได้แล้ว ก็มาสู่หัวใจดวงที่สองของการเขียนยุทธศาสตร์ คือ การทำ SWOT ของประเทศ ท่านผู้อ่านคงทราบหรือเคยทำ SWOT กันบ้างแล้ว แต่ผมขอการทำ SWOT แบบของผมดูบ้าง

การทำ SWOT คือ การวิเคราะห์ Strength (S) หรือจุดแข็งของประเทศ ว่าประเทศไทยมีจุดแข็งอะไรที่เหนือกว่าประเทศอื่น ถ้าเรียกเป็นภาษาวิชาการหน่อยก็คือ อะไรคือ “ความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบของประเทศไทย (Comparative Advantage)” ซึ่งคนเขียนยุทธศาสตร์ต้องวิเคราะห์และหาจุดแข็งของประเทศไทยให้เจอ ว่าประเทศไทยเรามีอะไรดีกว่าประเทศเพื่อนบ้านบ้าง ต่อมาเราก็ต้องหา Weakness (W) หรือจุดอ่อนของประเทศให้เจอว่า อะไรคือจุดอ่อนของประเทศไทยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในกลุ่ม AEC ด้วยกัน

ในการวิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนนั้น ต้องชัดเจนนะครับ ว่าต้องเป็นการวิเคราะห์จาก “มุมมองภายในประเทศ มองออกไป” เพราะการวิเคราะห์อีก 2 ข้อต่อไปนั้น คือ Opportunity (O) โอกาส และ Threat (T) การคุกคาม นั้นต้องเป็นการวิเคราะห์จาก “ภายนอกประเทศมองเข้ามาภายใน” การวิเคราะห์ SWOT ส่วนใหญ่ที่เอาไปใช้งานไม่ได้ เพราะว่าตอนวิเคราะห์จุดแข็งและโอกาสนั้น ก็เอามาเขียนมาวิเคราะห์ปนกันไปปนกันมา พอไปวิเคราะห์จุดอ่อนและการคุกคาม ก็เอาสองเรื่องนี้มาปนกันอีก

ขอเน้นนะครับว่า การวิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนให้มองจากภายในออกไปภายนอก ส่วนการวิเคราะห์โอกาสและการคุกคามให้มองจากภายนอกเข้ามาภายใน

ในการทำ SWOT เพื่อนำไปสู่การเขียนยุทธศาสตร์ที่ดีนั้น นอกจากเราต้องหาให้เจอว่าประเทศไทยเราเก่งหรือดีกว่าประเทศอื่นตรงไหนและโอกาสของเราอยู่ตรงไหนแล้ว เราต้องวิเคราะห์ให้ทะลุว่า เราจะรักษาความเก่งหรือความดีกว่าอันนั้นให้ยั่งยืนต่อไปได้อย่างไร เพราะข้อดีและโอกาสของเราก็คือข้อด้อยและการคุกคามของประเทศอื่น ซึ่งเขาก็ต้องปรับปรุงและพัฒนาแก้ไขให้ดีขึ้น เพื่อให้สู้กับเราได้เช่นกัน พูดแบบภาษาวิชาการหน่อยก็คือ เราต้องพัฒนา “ความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ” ให้กลายเป็น “ความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบอย่างยั่งยืน (Sustainable Comparative Advantage)” ให้ได้

ในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงทุกด้านอย่างรวดเร็ว แม้ว่ายุทธศาสตร์พัฒนาประเทศที่สามารถสร้างความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบอย่างยั่งยืนจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ก็ยังไม่พอนะครับ เพราะเราต้องนำเอาความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบอย่างยั่งยืน ไปสร้าง “จุดขายที่แตกต่าง” ของประเทศให้ได้ จึงจะเกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ

ดังนั้น ในการเขียนยุทธศาสตร์ที่ดีนั้นจะต้องมีทั้งการระบุถึง“อะไร” คือความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบอย่างยั่งยืนที่เรา “ต้องการจะสร้าง” และต้องมี “วิธีการสร้าง” รวมไปถึง “การต่อยอด” ให้เกิดจุดขายที่แตกต่างของประเทศให้ได้

ลองย้อนกลับมาดูประเทศไทย แผนพัฒนาประเทศเขียนกันมาตลอดเราเป็นประเทศเกษตรกรรม ดินฟ้าอากาศเหมาะสม แล้วเราได้ “สร้างความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบอย่างยั่งยืนและต่อยอด” เพื่อประเทศของเราด้านการเกษตรบ้างมั้ยครับ เรามีความได้เปรียบด้านดินฟ้าอากาศ แต่เราไม่ได้ลงทุนในระบบการจัดการน้ำ การวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืช รวมไปถึงกระบวนการจัดการครบวงจรทั้งระบบกับภาคการเกษตร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรและคุณภาพของผลผลิตภาคการเกษตร เพื่อให้เราได้เปรียบอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ เรายังไม่เคยสร้าง “จุดขายที่แตกต่าง” ให้กับสินค้าเกษตรกรรมของไทย ด้วยการสร้าง “แบรนด์” ให้สินค้าเกษตรไทยอย่างจริงจัง (อาจมีการโฆษณาบ้าง แต่การโฆษณาก็ไม่ใช่การสร้างแบรนด์นะครับ)

ข้าวหอมมะลิไทยอร่อยที่สุดในโลก แต่เราก็ยังต้องไปแข่งกันตัดราคาขายกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งขายข้าวคุณภาพต่ำกว่าเรา ผลไม้ไทยอร่อยๆ มีมากมาย แต่ขายกันเป็นตันๆ ไม่สามารถขายเป็น “ผล” และได้ราคาเหมือนกีวี ซึ่งนิวซีแลนด์สร้างแบรนด์กันจนคนไทยก็ยังต้องซื้อกินทีละลูก เพราะ “เชื่อว่า” วิตามินซีสูง ฯลฯ ตามที่เขาสร้าง “แบรนด์” ให้เราเชื่อ

ประเทศไทยเรามีทำเลที่ตั้งที่พร้อมจะเป็นศูนย์กลางอาเซียนได้อย่างสบายๆ แต่เราก็ไม่เคยมียุทธศาสตร์ที่จะสร้างความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบอย่างยั่งยืนในจุดนี้ ซึ่งไม่ต้องคิดต่อเลยนะครับว่าเรามียุทธศาสตร์ที่จะสร้าง “จุดขายที่แตกต่าง” ให้ประเทศไทยในด้านทำเลที่ตั้งมั้ย?

การจะเป็นศูนย์กลางอาเซียนที่แท้จริงได้นั้น เราต้องมียุทธศาสตร์ที่มากกว่าการสร้างโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานเชื่อมโยงภูมิภาคเท่านั้น แต่เราต้องวิเคราะห์ให้ทะลุ เช่น ทิศทางการค้าขายสินค้าระหว่างประเทศอาเซียน และระหว่างอาเซียนกับประเทศอื่นๆ จะเป็นอย่างไร ทิศทางการลงทุนในภูมิภาคนี้จะเป็นอย่างไร? การเชื่อมโยงทางกายภาพ ด้วยถนนหนทาง รถไฟ ท่าเรือ นั้น เราจะ “เชื่อมโยง” อย่างไร เราถึงจะได้เปรียบโดยเปรียบเทียบอย่างยั่งยืนและแตกต่าง

กฎหมาย ความสะดวก ความโปร่งใสในการทำธุรกิจ ความพร้อมของบุคลากร ความพร้อมของระบบภาษี การทุจริตคอร์รัปชัน ประเทศไทยเรามียุทธศาสตร์ในเรื่องต่างๆ เหล่านี้ เพื่อสร้างให้เราเป็นศูนย์กลางอาเซียนได้อย่างไร

ถ้าไม่มียุทธศาสตร์ที่ดีแล้ว ระวังนะครับ การสร้างรถไฟเชื่อมโยงภูมิภาค การสร้างถนนหนทางเชื่อมโยง เราอาจจะเป็นแค่ “ทางผ่าน” ของการเคลื่อนย้าย คน สินค้า และวัตถุดิบเท่านั้น

 

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี