posttoday
จับตาดูเศรษฐกิจจีนหลังลดดอกเบี้ย

จับตาดูเศรษฐกิจจีนหลังลดดอกเบี้ย

09 กรกฎาคม 2555

ในสัปดาห์นี้ สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทยคาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 31.50-31.90 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

โดย...พุฒิกุล อัครชลานนท์

ในสัปดาห์นี้ สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทยคาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 31.50-31.90 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยมีข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าติดตามในฝั่งสหรัฐ ได้แก่ สินเชื่อผู้บริโภค ดุลการค้า รายงานการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ การขอรับสวัสดิการการว่างงานครั้งแรก งบประมาณของรัฐบาลกลาง และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค

เนื่องจากทุกๆ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือน จะมีตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของจีนออกมามาก อาทิ ตัวเลขส่งออก นำเข้า ดุลการค้า ทุนสำรองระหว่างประเทศ สินเชื่อใหม่ ปริมาณเงินในรูปของ M2 ผลผลิตอุตสาหกรรม ยอดค้าปลีก และ GDP ประจำไตรมาส 2 ซึ่งน่าจับตาว่าเศรษฐกิจของจีนมีแนวโน้มเป็นอย่างไรในขณะที่เศรษฐกิจของประเทศหลักอยู่ในภาวะซบเซา

โดยผลสำรวจของบลูมเบิร์กระบุว่าเศรษฐกิจจีนจะโต 7.9% ในไตรมาส 2 ซึ่งจะต่ำสุดในรอบ 3 ปี ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาธนาคารกลางจีนได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 1 เดือน โดยอัตราดอกเบี้ยเงินฝากระยะ 1 ปี ถูกปรับลดลง 0.25% สู่ระดับ 3% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะ 1 ปี ถูกปรับลดลง 0.31% สู่ระดับ 6% โดยมีผลบังคับใช้ไปเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

เป็นที่น่าสังเกตว่าจีนปรับลดดอกเบี้ยก่อนการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ เช่นเดียวกับในเดือนมิ.ย.ที่มีการปรับลดดอกเบี้ยไปในวันที่ 7 มิ.ย.ก่อนการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจซึ่งผลผลิตอุตสาหกรรมและยอดค้าปลีกออกมาผิดหวังในเดือนนั้น

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจทางยุโรปที่น่าติดตาม ได้แก่ ความเชื่อมั่นในการจ้างงานของอังกฤษ ดุลการค้าของอังกฤษ การประมาณการ GDP ของอังกฤษจาก NIESR ตัวเลขส่งออก นำเข้า และดุลการค้าของเยอรมนี ดุลบัญชีเดินสะพัดของเยอรมนีและฝรั่งเศส ความเชื่อมั่นทางธุรกิจของฝรั่งเศส ความเชื่อมั่นนักลงทุนของยูโรโซน และผลผลิตอุตสาหกรรมของฝรั่งเศส อิตาลี ยูโรโซน และอังกฤษ

ค่าเงินบาทในสัปดาห์ที่ผ่านมา อยู่ในทิศทางแข็งค่าเทียบดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปรับอ่อนค่าในช่วงปลายสัปดาห์ โดยค่าเงินบาทเปิดตลาดต้นสัปดาห์แข็งค่าที่ระดับ 31.55 เนื่องจากนักลงทุนเข้าถือสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้นหลังคลายความกังวลในปัญหาภาคธนาคารในยุโรปหลังการประชุมสุดยอดผู้นำสหภาพยุโรป (EU Summit) ตั้งแต่ต้นสัปดาห์มีการคาดการณ์ว่าทางยูโรโซน อังกฤษและสหรัฐ จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมหลังดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของฝั่งยูโรโซนและอังกฤษยังคงอยู่ในภาวะหดตัวในเดือน มิ.ย. และข้อมูลภาคการผลิตของสหรัฐ หดตัวลงในเดือน มิ.ย. เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2552

อย่างไรก็ดี ค่าเงินบาทปรับอ่อนค่าเทียบดอลลาร์สหรัฐในช่วงปลายสัปดาห์ ขณะที่นักลงทุนต่างชาติขายทำกำไรในตลาดหุ้นก่อนการประชุมของธนาคารกลางยุโรป (ECB) และระหว่างรอให้ปัจจัยการเมืองในไทยสงบลงก่อน ทั้งนี้ตลาดรอดูตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรและอัตราการว่างงานของสหรัฐ ในคืนวันศุกร์ ซึ่งหลังจากการประกาศตัวเลขดังกล่าว คงมีการพูดถึงโอกาสของ QE3 ว่าจะมีมากน้อยเพียงใดจากตัวเลขการจ้างงานที่สะท้อนออกมา ดอลลาร์สหรัฐ/บาท ณ วันศุกร์อยู่ที่ระดับ 31.63

สำหรับค่าเงินยูโรในสัปดาห์ที่ผ่านมา อยู่ในทิศทางอ่อนค่าเทียบดอลลาร์สหรัฐ ที่ปรับแข็งค่าในระยะสั้นหลังการประชุม EU Summit โดยยูโร/ดอลลาร์สหรัฐ เปิดตลาดที่ระดับ 1.2673 และมีแรงเทขายทำกำไรจากความไม่แน่นอนในการแก้ปัญหาหนี้ยูโรโซน ขณะที่ข่าวในวันจันทร์ว่าฟินแลนด์และเนเธอร์แลนด์คัดค้านการใช้กองทุนช่วยเหลือถาวรของยูโรโซน (ESM) เพื่อซื้อพันธบัตรรัฐบาลในตลาดรอง สำหรับตัวเลขทางเศรษฐกิจยุโรปในสัปดาห์ที่ของยุโรปในสัปดาห์ที่แล้วไม่ดีนัก โดย PMI ภาคการผลิตและบริการของยูโรโซนยังคงอยู่ในภาวะหดตัว ซึ่ง PMI ภาคบริการของเยอรมนีปรับลดลงมาอยู่ในภาวะหดตัวเป็นครั้งแรกตั้งแต่ก.ย.ปีที่แล้ว ค่าเงินยูโรยังได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมจากอัตราผลตอบแทนที่ปรับเพิ่มขึ้นในการประมูลพันธบัตรของสเปนและฝรั่งเศส และได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมจากการที่ ECB ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% มาอยู่ที่ระดับ 0.75% ตามที่ตลาดคาดไว้หลังธนาคารกลางของจีนปรับลดอัตราดอกเบี้ยและธนาคารกลางอังกฤษปรับเพิ่มวงเงินซื้อสินทรัพย์อีก 5 หมื่นล้านปอนด์ในวันเดียวกันนั้น ส่งผลให้ค่าเงินยูโรปรับตัวลงไปอยู่ระดับต่ำสุดในรอบ 5 สัปดาห์เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากการลดดอกเบี้ยของ ECB ส่งผลให้ผลตอบแทนของเงินยูโรลดลง อันกดดันให้ความต้องการเงินยูโรลดลง นอกจากนี้ความกังวลจากการไม่มีมาตรการใหม่ออกมาช่วยภาคธนาคารยุโรปหลังการประชุมของ ECB ยังกดดันค่าเงินยูโรด้วยยูโร/ดอลลาร์สหรัฐ ณ วันศุกร์อยู่ที่ระดับ 1.2375

ด้านค่าเงินเยนในสัปดาห์ที่ผ่านมามีแนวโน้มอยู่ในทิศทางอ่อนค่าหลังปรับแข็งค่าในวันจันทร์ ดอลลาร์สหรัฐ/เยนเปิดตลาดที่ระดับ 79.91 ค่าเงินเยนเปิดตลาดอ่อนค่าเนื่องจากนักลงทุนนำเงินเยนไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้นหลังการประชุม EU Summit อย่างไรก็ดี ความกังวลเกี่ยวกับหนี้ยูโรโซน ส่งผลให้เยนปรับแข็งค่าในวันจันทร์ไปปิดที่ระดับ 79.48 เมื่อฟินแลนด์และเนเธอร์แลนด์คัดค้านการใช้กองทุน ESM เข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลในตลาดรอง ทั้งนี้ ความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงระหว่างสัปดาห์ได้ลดความต้องการเงินเยนและส่งผลให้ค่าเงินเยนปรับอ่อนค่าเทียบสกุลต่าง ๆ ดอลลาร์/เยน ณ วันศุกร์อยู่ที่ระดับ 79.88 (เวลาประมาณ 17.00 น.)

ขณะที่ตลาดพันธบัตรรัฐบาลในสัปดาห์นี้จะมีการประมูลพันธบัตรรัฐบาล รุ่น 50 ปี (LB616A) วงเงิน 7,000 ล้านบาท ในวันพุธที่ 11 ก.ค. โดยคาดว่าบริษัทประกันต่างๆ น่าจะรอพันธบัตรรุ่นนี้อยู่ เนื่องจากโดยปกติแล้วบริษัทประกันภัยเป็นนักลงทุนระยะยาวตามลักษณะของธุรกิจที่เวลารับเบี้ยประกันมาแล้ว โดยเฉลี่ยกว่าจะจ่ายคืนให้ผู้เอาประกันก็หลายสิบปีอยู่ ทำให้บริษัทประกันเน้นการลงทุนในระยะยาวมากกว่าระยะสั้น โดยผลการประมูลในครั้งนี้ก็น่าจะออกมาดี ซึ่งเมื่อดูจากการประมูลพันธบัตรรุ่น 50 ปีในครั้งที่ผ่านๆ มาจะเห็นได้ว่ามีความต้องการพันธบัตรประเภทนี้จากบริษัทประกันมากพอสมควร

สำหรับในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการประมูลพันธบัตรรัฐบาลจำนวน 2 รุ่น โดยมีรุ่น 7 ปี (LB193A) วงเงิน 1.2 หมื่นล้านบาท และรุ่น 20 ปี (LB326A) วงเงิน 6,000 ล้านบาท ซึ่งผลการประมูลออกมาถือว่าดีมากทั้งคู่ โดยมีความต้องการถึง 2.27 เท่า และ 3.56 เท่า ตามลำดับ ทั้งนี้อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยปรับลดลงมาจากการประมูลในเดือน พ.ค. เมื่อเทียบกับพันธบัตรในรุ่นเดียวกัน หมายความว่า มีความต้องการพันธบัตรนี้ในการประมูล (หมายเหตุ : อัตราผลตอบแทนกับราคาของพันธบัตรมีความสัมพันธ์ที่ผกผันกัน ซึ่งผู้ที่เข้ามาประมูลให้ราคาในการประมูลสูง (หรือยอมรับอัตราผลตอบแทนต่ำ) ก็หมายความว่าผู้เข้ามาประมูลอยากได้พันธบัตรรุ่นนี้)

ทั้งนี้ สัปดาห์ที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาล ประเภทอายุ 2 ปี 5 ปี และ 10 ปี อยู่ที่ 3.26% 3.35% และ 3.54% ตามลำดับ ณ วันศุกร์ เนื่องจากที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของทางธนาคารกลางในยุโรปและจีนไม่ได้ช่วยคลายความกังวลนัก mอัตราดอกเบี้ยตลาดเงินทรงตัวอยู่แถวระดับ 3.00% โดยอัตราผลตอบแทนของตั๋วเงินคลัง (TBill) ระยะ 1 เดือน 3 เดือน 6 เดือน และ 1 ปี ทรงตัวที่ระดับ 2.97% 3.03% 3.11% และ 3.16% ตามลำดับ สะท้อนถึงมุมมองที่ว่าไม่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยนโยบายซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 3.00% ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่จะมีขึ้นในเดือนก.ค.

อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (overnight) อยู่ที่ระดับ 2.90% ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน ส่วนอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยที่ประมูลได้ของธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (Bilateral Repo) ระยะเวลา 1 วัน 7 วัน 14 วัน และ 1 เดือนทรงตัวที่ 3.00% ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท