
ซีพีสนซื้อคาร์ฟูยุโรป
รอบสัปดาห์ที่ผ่านมาแวดวงการเงินการคลัง มีประเด็นที่น่าสนใจหลายเรื่อง ไล่ตั้งแต่เรื่องร้อนๆ จากทำเนียบรัฐบาลในช่วงต้นสัปดาห์ เมื่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแก้ไขระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารโครงการและการจ่ายเงินกู้เพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 และแก้ไขร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2555
รอบสัปดาห์ที่ผ่านมาแวดวงการเงินการคลัง มีประเด็นที่น่าสนใจหลายเรื่อง ไล่ตั้งแต่เรื่องร้อนๆ จากทำเนียบรัฐบาลในช่วงต้นสัปดาห์ เมื่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแก้ไขระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารโครงการและการจ่ายเงินกู้เพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 และแก้ไขร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2555
ส่งผลให้คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) มีอำนาจพิจารณายกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าว และกลายสภาพเป็นองค์กรที่มีอำนาจล้นฟ้า สามารถกำหนดวิธีการและเงื่อนไขของการจัดซื้อในโครงการมูลค่า 3 แสนล้านบาทนี้อย่างไรก็ได้ หากเห็นว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน นอกจากนี้ กบอ.ยังสามารถจัดทำโครงการจัดการน้ำและอุทกภัย หรือโครงการอื่นใดที่มีความจำเป็นเพื่อเสนอ ครม.อนุมัติได้ ไม่ว่าโครงการนั้นจะดำเนินการก่อนมีแผนปฏิบัติงาน ก็ตาม
เรื่องนี้จึงกลายเป็นประเด็นร้อนและมีคำถามถึงความโปร่งใสจากฝ่ายค้าน โดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน ออกมาระบุทันทีว่า รัฐบาลพยายามที่จะใช้เงินผ่านโครงการขนาดใหญ่โดยไม่ผ่านการตรวจสอบความโปร่งใสด้วยการผูกเรื่องว่าเป็นแผนการป้องกันปัญหาน้ำท่วมและสร้างอนาคตประเทศไทย ทั้งนี้หากรัฐบาลมีความจริงใจในการแก้ปัญหาจะต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีการจัดซื้อดังกล่าวเพื่อป้องกันมหกรรมบุฟเฟต์ทุจริตครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้น
วันเดียวกัน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ยังได้เรียกประชุมรัฐมนตรี 9 กระทรวง เพื่อประเมินผลกระทบจากปัญหาวิกฤตยูโรโซน โดยที่ประชุมมีมติให้เตรียมมาตรการรับมือจากปัญหาที่เริ่มส่งผลกระทบต่อไทยใน 6 ด้าน เพื่อลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ประกอบด้วย 1.การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจให้มั่นคง ทั้งเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งพบว่าค่าเงินบาท ณ ระดับปัจจุบัน ทำให้ผู้ส่งออกทำงานได้เสถียรภาพอัตราดอกเบี้ย ราคาสินค้า และราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ
2.เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณทั้งงบประจำและงบลงทุน โดยเฉพาะการเบิกจ่ายงบลงทุนจะเบิกจ่ายได้สูงกว่า 75% 3.รักษาเป้าหมายการส่งออก โดยหันไปบุกตลาดอื่นแทนที่ เช่น อาเซียน การค้าชายแดน เอเชียตะวันออก ตะวันออกกลาง และอเมริกาเหนือ 4.ดูแลปัญหาการว่างงาน โดยเฉพาะนักศึกษาจบใหม่ที่ไม่มีงานทำ โดยนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้กระทรวงแรงงาน อุตสาหกรรม และศึกษาธิการ จัดฝึกอบรมนักศึกษาจบใหม่เหล่านี้ให้มีทักษะสอดคล้องกับความต้องการของเอกชน
5.การดูแลการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นรายได้สำคัญของประเทศ เช่น เร่งเปิดใช้สนามบินดอนเมืองเป็นวันที่ 1 ส.ค.นี้ จากกำหนดเดิมวันที่ 1 ต.ค.นี้ เพื่อลดความแออัดสนามบินสุวรรณภูมิและสนับสนุนการท่องเที่ยวและสุดท้ายคือการช่วยเหลือทางการเงินและสินเชื่อให้ 4 กลุ่มสินค้าที่ได้รับผลกระทบ คือ สิ่งทอ เครื่องประดับ อิเล็กทรอนิกส์ และยาง โดยใช้เงินจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ที่ตั้งวงเงินไว้ 1 แสนล้านบาท เข้ามาดูแล
ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาเปิดเผยว่า ขณะนี้ ธปท.ได้มีการหารือกับธนาคารพาณิชย์ให้มีการเตรียมภูมิคุ้มกันไว้รับมือกับวิกฤตยุโรปที่มีความไม่แน่นอนแล้วเช่นกัน โดยให้นำกำไรที่อยู่ในระดับสูงมาเพิ่มสัดส่วนการกันสำรองหนี้เผื่อไว้รับมือกับสถานการณ์ยุโรป แม้ว่าระดับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในช่วงที่ผ่านมาจะไม่เพิ่มขึ้นมากนัก แต่มองว่าในช่วงที่พาณิชย์ไทยมีกำไรอยู่ในระดับสูง แทนที่จะนำไปปันผลในอัตราที่สูงเกินไป หรือนำไปทำอย่างอื่น ก็ควรจะสะสมไว้เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของฐานะทางการเงิน
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ธนาคารพาณิชย์ไทยยังมีระดับเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) เฉลี่ยอยู่ที่ 15% ถือว่าอยู่ในระดับสูงมาก จึงไม่จำเป็นต้องมีการเพิ่มทุนสำหรับสินเชื่อในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ที่โต 16% ถือว่าสูงพอสมควร ถ้าเทียบกับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้ที่ 6% แต่ถ้าดูในรายละเอียดก็ไม่น่าห่วง เนื่องจากโตจากสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ (ลีสซิง) เป็นสำคัญ โดยสินเชื่อลีสซิงโตถึง 20% ส่วนสินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อส่วนบุคคล และบัตรเครดิตโตประมาณ 10% ถือว่าไม่สูง
สินเชื่อภาคธุรกิจโต 14% จากสินเชื่อที่นำออกไปซื้อกิจการในยุโรป การขอสินเชื่อเพื่อซื้อเครื่องจักรทดแทน และสินเชื่อเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน แต่โดยรวมที่ฝ่ายนโยบายการเงิน ธปท.เข้าไปดู พบว่า สินเชื่อในภาพรวมยังไม่มีสินเชื่อที่ปล่อยกู้ในลักษณะเพื่อการเก็งกำไร ไม่ว่าในภาคเศรษฐกิจใด แต่อย่างไรก็ตาม ธปท.ยังจะติดตามดูการขยายตัวของสินเชื่ออย่างใกล้ชิดต่อไป
สอดรับกับศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่วิเคราะห์ว่า ภาพรวมการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ขณะนี้ถือว่าเกินเกณฑ์ที่ ธปท.กำหนด และยังไม่น่าเป็นห่วง โดยเชื่อว่าธนาคารพาณิชย์มีการติดตามสถานการณ์ในสหภาพยุโรป (อียู) อย่างใกล้ชิด ส่วนที่ ธปท.แสดงความกังวลเรื่องอียูต่อการกันสำรองหนี้เสียของธนาคารพาณิชย์นั้น ธปท.อาจเป็นห่วงผลที่จะเกิดขึ้นในทางอ้อมต่อภาคการส่งออกไทย ที่แม้ปัจจุบันการส่งออกของไทยไปอียูมีปริมาณลดลงต่อเนื่อง โดยมีสัดส่วนประมาณ 8% ของการส่งออกทั้งประเทศ จากเดิมที่เคยอยู่ในระดับ 10% แต่ตลาดหลักอย่างจีนและสหรัฐก็มีส่งออกต่อไปอียูประมาณ 1314% ของการส่งออก ฉะนั้นภาคการส่งออกไทยโดยรวมอาจได้รับผลกระทบเป็นลูกโซ่
ข้ามไปยังกระทรวงการคลัง มีข่าวดีสำหรับคู่สามีภรรยาที่จดทะเบียนสมรส เมื่อคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 40 และมาตรา 57 ที่กำหนดให้นำเงินได้ของทั้งสามีและภริยามารวมกันขัดกับรัฐธรรมนูญว่าด้วยสิทธิเสรีภาพ และทำให้สามีภรรยาที่มีเงินได้ต้องเสียภาษีสูงกว่าปกติ และยังทำให้ผู้หญิงที่มีสามีและมีเงินได้ต้องเสียภาษีสูงกว่าผู้หญิงที่โสด และเป็นปัญหาที่ทำให้ชายหญิงไม่นิยมสมรสกัน ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลครั้งนี้ส่งผลให้กรมสรรพากรจะเตรียมเรื่องเสนอกระทรวงการคลังให้แก้ประมวลกฎหมายรัษฎากร เพื่อให้ภรรยาแยกยื่นภาษีได้ โดยคาดว่าสามีและภรรยาจะสามารถแยกจ่ายภาษีเงินได้ในปี 2556
สำหรับตลาดหุ้นในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้แรงหนุนจากการคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ลงในอัตรา 0.25% ส่งผลให้มีแรงซื้อเก็งกำไรเข้ามาก่อนผลประชุมจะออกมา ซึ่งตลาดหุ้นไทยรับข่าวในวันศุกร์ที่ผ่านมา ช่วยหนุนให้ดัชนีปิดทะลุ 1,200 จุดได้สำเร็จ หลังทดสอบอยู่หลายรอบ แม้ดัชนีจะย่อตัวลงเล็กน้อยในวันส่งท้ายสัปดาห์ ปิดที่ระดับ 1,200.08 จุด เพิ่มขึ้น 2.39% จากสัปดาห์ก่อน มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 10.51% โดยนักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ ขณะที่สถาบันและบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ
สำหรับหุ้นบริษัท บางจากปิโตรเลียม (BCP) ปรับตัวลดลง 3 วันทำการ ประมาณ 5.5% หรือ 1.30 บาท จากราคา 23.40 บาท มาอยู่ที่ 22.10 บาท หลังเกิดไฟลุกไหม้หอแยกน้ำมันก๊าดในหน่วยกลั่นน้ำมันดิบที่ 3 ซึ่งบริษัทยืนยันว่าได้ทำประกันครอบคุลมทรัพย์สินและรายได้ที่หายไประหว่างหยุดซ่อม 1 เดือนไว้แล้ว แนวโน้มตลาดหุ้นสัปดาห์หน้า บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทยและบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ดัชนียังมีแนวโน้มผันผวน โดยต้องติดตามการตอบรับของนักลงทุนต่อตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐที่ประกาศออกมา รวมถึงประเด็นการเมืองในประเทศ
ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่สำคัญ ได้แก่ บันทึกการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รอบวันที่ 1920 มิ.ย. ดัชนีราคาผู้ผลิตและความเชื่อมั่นผู้บริโภค (เบื้องต้น)
ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,190 จุด และ 1,165 จุด ขณะที่แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 1,205 จุด และ 1,218 จุด ตามลำดับ







