posttoday
เอสวีไอ ยุคทุกปัญหาได้รับการแก้ไข

เอสวีไอ ยุคทุกปัญหาได้รับการแก้ไข

15 มีนาคม 2553

....เจียรนัย อุตะมะ

ภายหลังการเข้าถือหุ้นใหญ่บริษัท เอสวีไอ (SVI) ของ “พงษ์ศักดิ์ โล่ทองคำ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โดยซื้อจากกองทุน H&Q ประมาณ 70% โดยถือในนามบริษัท เอ็มเอฟจี โซลูชั่น ที่เขาเป็นเจ้าของ 99.96% ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในองค์กรแห่งนี้อย่างใหญ่หลวง อันเนื่องมาจากผู้บริหารสูงสุดมีอำนาจเพียงพอที่จะจัดการแก้ไขทุกปัญหา

เริ่มต้นด้วยการประกาศกู้เงินมาจ่ายปันผลงวดครึ่งแรกปี 2552 ประมาณหุ้นละ 1 บาท หรือ 70% ของกำไรสุทธิ สูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีที่ผ่านมา ที่จ่ายหุ้นละ 0.18 บาท หรือ 50% ของกำไรสุทธิ

ล่าสุดได้ประกาศงดจ่ายปันผลงวดครึ่งหลังปี 2552 แต่มีโครงการซื้อหุ้นคืนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วงเงินสูงสุด 280 ล้านบาท ไม่เกิน 150 ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ยหุ้นละ 1.86 บาท เพื่อบริหารสภาพคล่องส่วนเกินและเพิ่มอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROE) และกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) โดยจะเข้าซื้อตั้งแต่วันที่ 15 มี.ค.14 ก.ย. 2553

“การจ่ายปันผลที่สูงขึ้นเป็นความพยายามที่จะจ่ายเกิน 30% ของกำไรสุทธิ จากนโยบายบริษัทที่ตั้งไว้ว่าขั้นต่ำต้อง 30% การเข้าซื้อหุ้นคืนครั้งนี้เพื่อเตรียมไว้หาผู้ถือหุ้นหลักเข้ามาสร้างสมดุลให้บริษัท”

WinWin Game

“พงษ์ศักดิ์” ชี้แจงว่า เป็นครั้งแรกที่ผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นรายย่อยสอดคล้องกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ การจัดการปัญหาเพิ่มผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นในครั้งนี้เป็นผลดีต่อบริษัทมากกว่าผลเสีย ปัญหาหลักของ SVI ในอดีตคือ เป็นบริษัทที่ดีเมื่อราคาหุ้นปรับขึ้น ผู้ถือหุ้นรายใหญ่คือ H&Q ก็พร้อมจะขายหุ้นออกมา เพราะไม่มีนโยบายลงทุนในภูมิภาคนี้แล้ว ทำให้เขากลายมาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่สุดแทน

SVI มีกระแสเงินสดประมาณ 1,3001,400 ล้านบาท และไม่มีความจำเป็นต้องกู้เงิน แต่ดอกเบี้ยต่ำจึงต้องกู้เงินมาจัดการความเสี่ยงด้านค่าเงิน และบริหารบริษัทให้มีความสมดุลเนื่องมาจากการสร้างโรงงานแห่งที่ 3 ต้องใช้เงินทุนเพื่อทำให้ยอดขายเติบโต และเพื่อให้มีเงินสดหมุนเวียน โดยไม่ทำให้สัดส่วนหนี้สินต่อทุนสูง ทั้งนี้สิ้นปี 2552 สัดส่วนหนี้สินต่อทุนของ SVI อยู่ที่ 1 เท่า เทียบสิ้นปี 2551 ที่ 0.5 เท่า

พงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัท เอ็มเอฟจี โซลูชั่น ถือหุ้น SVI ประมาณ 63% ที่เหลือเป็นนักลงทุนรายย่อยเกือบ 5,000 ราย ถือหุ้นรายละ 1 ล้านหุ้นหรือน้อยกว่า ขาดนักลงทุนประเภทสถาบันที่ต้องการให้เข้ามาถือหุ้นสร้างสมดุลให้บริษัท

ปี 2553 SVI ตั้งเป้ายอดขาย 250 ล้านเหรียญสหรัฐ สูงกว่าปี 2552 ที่ 190 ล้านเหรียญสหรัฐ ในอัตรากำไรใกล้เคียงกัน โดยปี 2552 บริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้น 12.7% และอัตรากำไรสุทธิ 9% เนื่องมาจากค่าใช้จ่ายประจำไม่เพิ่มขึ้นมาก

ทั้งนี้ ไตรมาสแรกปีนี้คาดว่ายอดขายจะเติบโตจากไตรมาส 4 ปี 2552 แต่อัตรากำไรไม่สูง เพราะต้องเตรียมวัตถุดิบไว้รองรับการผลิตในไตรมาส 2 โดยวัตถุดิบขาดแคลนตั้งแต่เดือน พ.ย. 2552

ปัจจุบันบริษัทมีคำสั่งซื้อไตรมาส 2 ประมาณ 70 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่มีความสามารถผลิตได้ 60 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่จะรักษาไว้ให้ได้ทุกไตรมาส หรือผลิตให้ได้มากกว่า พร้อมกันนั้นได้ลดกำลังการผลิตโรงงานในจีนที่ต้นทุนสูง

ปัญหาของ SVI ที่ต้องแก้ไขในปีนี้คือ ขาดแคลนแรงงาน บริษัทกำลังรับคนเพิ่ม 600 คน แต่ผ่านไป 3 เดือนยังหาไม่ได้ ซึ่งเรียกว่าเป็นปัญหาของอุตสาห กรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วงวิกฤตการณ์แรงงานเข้าสู่ภาคเกษตรแล้วไม่กลับมา ซึ่งบริษัทแก้ปัญหาโดยให้พนักงานทำงานล่วงเวลา

นอกจากนั้น ยังมีปัญหาในการจัดหาวัตถุดิบที่ปัจจุบันได้เปิดสำนักงานที่ไต้หวันเพื่อเป็นทางลัดซื้อวัตถุดิบจากจีนแทนที่การจัดหาวัตถุดิบในประเทศที่ไม่พอเพียง

สำหรับการใช้กำลังการผลิตโรงงาน SVI 2 ยังเดินเครื่องไม่เต็มที่ คาดว่าสิ้นไตรมาสแรกนี้จะผลิตได้เต็ม จากนั้นไตรมาส 3 โรงงาน SVI 3 จึงเริ่มเดินเครื่องที่จะสร้างอัตราการเติบโตให้ยอดขายบริษัท

“พงษ์ศักดิ์” เชื่อว่าหากโรงงาน SVI 3 เดินเครื่องเต็มที่จะทำให้ยอดขายของบริษัทขยายไปถึง 300 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับครึ่งปีหลังคำสั่งซื้อสูงมาก ถ้าหาวัตถุดิบให้เพียงพอได้จะสามารถขยายยอดขายได้

“ตอนนี้ขนาดของบริษัทถ้าเทียบคู่แข่งในตลาดโลก ยอดขายยังไม่ใหญ่พอ หรือถึงจุดแข็งแรงที่จะขยายไปตั้งโรงงานในเวียดนามที่แรงงานมากกว่าเราได้คือมียอดขาย 8001,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เราต้องผ่านจุดแรก 500 ล้านเหรียญสหรัฐให้ได้ก่อน โดยการมี SVI 3 ทำให้ยอดขายของบริษัทไปได้ถึง 300 ล้านเหรียญสหรัฐ”

อย่างไรก็ตาม ปีนี้บริษัทใช้งบลงทุนเพิ่มเป็น 350 ล้านบาท จากปี 2552 ที่ 47 ล้านบาท เพื่อซื้อเครื่องจักรใหม่เพื่อรองรับการผลิตและการก่อสร้างโรงงาน SVI 3

สิ้นปี 2552 SVI มีกำไรสุทธิ 582 ล้านบาท ลดลง 10% จากปี 2551 เพราะยอดขายลดลงจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวตั้งแต่ต้นปี แม้คำสั่งซื้อกลับมาช่วงครึ่งปีหลัง แต่บริษัทขาดแคลนวัตถุดิบสำคัญในการผลิต

ปี 2552 ที่พงษ์ศักดิ์กลายมาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เขาได้ริเริ่มงานแรก โครงการพัฒนาเขตเสรี บางกระดี่ ให้ลูกค้าบริษัทหนึ่งรายตั้งคลังสินค้า จ้างคนบริหาร เพื่อให้ผู้จัดซื้อฝากสินค้า เพื่อ SVI จะได้ดึงสินค้ามาป้อนโรงงานได้ทุกเมื่อที่ต้องการ แล้วจึงจ่ายเงินเพื่อเป็นกลยุทธ์ในการ บริหารเงินสด จากปัจจุบันที่เงินไปจมกับเรื่องเหล่านี้นับพันล้านบาท โดยโครงการนี้จะส่งผลต่อสภาพคล่องบริษัทอย่างมีนัยสำคัญใน 12 ปีข้างหน้า

งานที่สอง ประสบความสำเร็จได้ใบรับรองตรวจสอบ ISO รุ่นใหม่ ISO 9001:2008 และ TS 16949:2009

งานที่สาม รางวัล ISO ด้านการแพทย์และเครื่องช่วยฟัง ตามมาตรฐานของอังกฤษ เพื่อรองรับสังคมสูงอายุในอนาคต

งานที่สี่ ถูกจัดเป็นบริษัทจดทะเบียนใน SET 100 และสุดท้ายได้รางวัลผลประกอบการยอดเยี่ยมและซีอีโอยอดเยี่ยมจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

นักวิเคราะห์ในตลาดประมาณการว่า ปี 2553 SVI จะมีกำไรสุทธิ 616660 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 913.4% จากปี 2552 และยอดขายเพิ่มขึ้น 8% เป็นประมาณ 7,000 ล้านบาท จากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น และการขยายตลาดในกลุ่มสินค้าทางการแพทย์ที่มีแนวโน้มเติบโตสูง และการมีลูกค้าใหม่เข้ามาสามรายที่จะมีคำสั่งซื้อเข้ามาช่วงครึ่งปีหลัง และคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะทรงตัว

นอกจากนั้น ยังให้ราคาเหมาะสมหุ้นนี้ที่ประมาณ 2.42.9 บาท และแนะนำให้ซื้อเก็งกำไรเมื่อราคาอ่อนตัว และแนะนำให้ซื้อ

ข่าวล่าสุด

เช็คเลย โปรเด็ด ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ทุกค่ายรถยนต์ทั่วไทย

เช็คเลย โปรเด็ด ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ทุกค่ายรถยนต์ทั่วไทย