posttoday
ทำไมต้องประกัน? (ตอนที่ 1)

ทำไมต้องประกัน? (ตอนที่ 1)

15 มีนาคม 2553

ครั้งนี้ เราจะมาเล่าให้ฟังถึงการคำนวณทุนประกันที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ส่วนใหญ่มักมีคำถามว่าประกันชีวิตเท่าไรถึงพอ คนทั่วไปมักเข้าใจว่า การประกันชีวิตเป็นการประกันความคงอยู่ของชีวิต คือ หากสิ้นลมหายใจ ก็จะได้รับสินไหมทดแทน แต่ในทางวิชาการ การประกันชีวิตเป็นการประกันคุณค่าทางเศรษฐกิจของบุคคล โดยดูที่ความสามารถในการสร้างรายได้ว่า ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่ต่อไป จะสามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวหรือองค์กรได้อีกเท่าไร แล้วจึงนำมูลค่าตรงนั้นมากำหนดเป็นวงเงินคุ้มครอง

อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นการมองในแง่อุดมคติ ยังมีการมองในแง่มุมอื่น เช่นว่า ถ้าเขาจากไป ทำอย่างไรให้ครอบครัวของเขาเดือดร้อนน้อยที่สุด โดยนำทุนประกันชีวิตที่ได้ไปชดเชยหรือรองรับภาระที่จะเกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและในอนาคต

ปัจจุบันมีแนวคิดในการคำนวณทุนประกันที่เหมาะสมอยู่ 2 แนวทาง คือ ตามศักยภาพของบุคคล หรือตามภาระที่บุคคลพึงรับผิดชอบ โดยรายละเอียดในแนวคิดเหล่านั้นเป็นดังนี้

1.คำนวณตามศักยภาพ (Potential Base)

ถึงแม้มูลค่าที่แท้จริงของบุคคล คือ จำนวนรายได้ทั้งหมดที่คาดว่าเขาจะทำขึ้นมาได้ในช่วงชีวิตที่เหลือ หรือจนกว่าจะเกษียณอายุ แต่วงเงินที่คำนวณได้มักจะสูงเกินกว่าที่เราจะจ่ายเพื่อทำประกันได้ โดยเฉพาะคนที่เริ่มต้นทำงานใหม่

ดังนั้น เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นจริง จึงมีการกำหนดว่า บุคคลควรมีวงเงินประกันเท่ากับ 5 เท่าของรายได้ต่อปี เช่น นาย ก. มีเงินเดือนเดือนละ 50,000 บาท และได้รับโบนัสตอนสิ้นปีอีก 2 เดือน รวมทั้งปีมีรายได้เท่ากับ 700,000 บาท ดังนั้น ทุนประกันที่เหมาะสมจะเท่ากับ 700,000 X 5 = 3.5 ล้าน

สำหรับเหตุผลที่กำหนดให้มีวงเงินประกันเป็น 5 เท่าของรายได้ต่อปีนั้น เพราะว่าเวลา 5 ปี เป็นช่วงเวลาที่พอสมควร ที่คนในครอบครัวจะได้ปรับตัว แม่บ้านที่หยุดทำงานมานาน หากต้องออกมาทำงานใหม่ ก็พอมีเวลาหางานและฝึกทักษะการทำงานอีกครั้ง หรือจะขยับขยาย หาธุรกิจใหม่มาทำ เพื่อทำหน้าที่หารายได้แทนสามีต่อไป

2.คำนวณตามภาระค่าใช้จ่าย (Need Base)

วิธีนี้ดูตามความจำเป็นของครอบครัว ว่าหากสูญเสียเราไปครอบครัวยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง เพราะถ้าเป็นไปได้เราคงอยากรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไว้เอง

ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ ได้แก่ ค่าใช้จ่ายรายเดือนของครอบครัว, หนี้สินที่คงค้างอยู่, ค่าเล่าเรียนของลูกๆ, ค่าเลี้ยงดูพ่อแม่ รวมถึงค่าใช้จ่ายครั้งสุดท้ายซึ่งได้แก่ค่าฌาปนกิจ อย่างไรก็ตาม พวกเราแต่ละคนย่อมมีการเตรียมการ หรือมีสมบัติบางส่วนที่สามารถเปลี่ยนไปเป็นเงินเพื่อไปรับภาระเหล่านี้บ้าง ดังนั้นวงเงินประกันที่ต้องการจะเท่ากับจำนวนเงินที่ยังขาดหลังจากการนำทรัพย์สินที่มีอยู่ไปหักจากภาระค่าใช้จ่าย

ทุนประกัน = ภาระ – สินทรัพย์ที่มีอยู่

ภาระได้แก่

1.ค่าใช้จ่ายของครอบครัว คูณด้วยจำนวนปีที่เราอยากให้เขาอยู่ได้ เสมือนว่าเรายังมีชีวิตอยู่

2.หนี้สินที่คงค้างทั้งหมดไม่ว่า ค่าจำนองบ้าน, หนี้รถยนต์ หรือหนี้บัตรเครดิต

3.ค่าเลี้ยงดูพ่อแม่ ตามจำนวนปีที่คาดว่าท่านยังมีชีวิตอยู่

4.ค่าเล่าเรียนของลูกทุกคนจนกว่าเขาจะเรียนจบ

5.ค่าใช้จ่ายในวาระสุดท้ายของเรา ได้แก่ งานฌาปนกิจ เป็นต้น

ขณะที่ทรัพย์สินที่บางท่านอาจมีเตรียมไว้แล้ว เช่น

1.ทุนประกันที่เรามีอยู่แล้วในปัจจุบัน

2.สินทรัพย์สภาพคล่องที่สามารถแปลงเป็นเงินสดได้หลังเราเสียชีวิต

3.กองทุนต่างๆ หรือเงินทดแทนที่บริษัทของเราจ่ายให้เมื่อเสียชีวิต

หากสรุปเป็นสมการใหม่ จะได้ดังนี้

วงเงินประกันชีวิตที่ต้องทำเพิ่ม = รายจ่ายของครอบครัว + หนี้สิน + ทุนการศึกษาลูก + ค่าทำศพ – วงเงินประกันชีวิตที่มีอยู่ในปัจจุบัน สินทรัพย์สภาพคล่องสูง – เงินกองทุนจากบริษัทนายจ้าง

ในกรณีที่เรามีทุนประกัน หรือสินทรัพย์รวมกันมากกว่าภาระที่จะเกิดขึ้น ก็ไม่จำเป็นต้องทำประกันเพิ่ม เว้นแต่ว่าเรายังต้องการให้ทายาทของเรามีทุนรอนเหลือเฟือ เพื่อเขาจะอยู่ได้อย่างสบาย และสามารถส่งต่อความมั่งคั่งไปสู่ชั้นลูกชั้นหลานต่อไป

หากมีข้อสงสัยเรื่องการวางแผนการออมและการลงทุน สามารถส่งคำถามมาได้ที่ [email protected] ...พบกันใหม่วันจันทร์หน้าครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท