posttoday
อนาคตข้าวไทยน่าห่วงคู่แข่งพัฒนาข้าวหนีห่าง

อนาคตข้าวไทยน่าห่วงคู่แข่งพัฒนาข้าวหนีห่าง

07 กรกฎาคม 2555

แม้ว่าเวลานี้จะเป็นช่วงโอกาสทองของชาวนาไทย ที่ต่างเร่งปลูกข้าวเพื่อนำผลผลิตที่ได้เข้าโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลชุดนี้

โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล

แม้ว่าเวลานี้จะเป็นช่วงโอกาสทองของชาวนาไทย ที่ต่างเร่งปลูกข้าวเพื่อนำผลผลิตที่ได้เข้าโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลชุดนี้ ที่มีนโยบายผลักดันราคาข้าวให้สูงถึงตันละ 1.5 หมื่นบาทนั้น ขณะเดียวกันประเทศคู่แข่งของไทยอย่างจีนและเวียดนาม กำลังเร่งพัฒนาข้าวสายพันธุ์ใหม่ให้มีผลผลิตต่อไร่ (ยิว) และต้านทานโรคได้มากขึ้น

คาดว่าผลผลิตข้าวชุดใหม่นี้จะเริ่มออกสู่ตลาดได้ภายใน 12 ปีนี้ หากรัฐบาลยังไม่ปรับแนวคิดและนโยบายใหม่ และเกษตรกรเองก็ยังหลงระเริงอยู่กับรายได้ที่ยั่งยืนแบบนี้ เชื่อว่าอนาคตของอุตสาหกรรมข้าวไทยคงไม่สดใสแน่นอน วันหนึ่งไทยอาจเสียความภูมิใจที่เคยเป็นแชมป์ส่งออกข้าวเบอร์ 1 ของอาเซียนไปก็ได้

ชูเกียรติ โอภาสวงศ์ ในฐานะนายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮ่วยชวนค้าข้าว กล่าวยอมรับว่า ขณะนี้ทุกประเทศต่างก็เร่งพัฒนาพันธุ์ข้าวของตัวเองให้ดีขึ้น ไม่เพียงเฉพาะแค่ประเทศผู้ผลิตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเทศผู้นำเข้าข้าวด้วย ที่เริ่มหันไปลงทุนปลูกข้าวเองในประเทศที่สาม โดยอ้างเรื่องความมั่นคงด้านอาหาร ซึ่งการพัฒนาพันธุ์ข้าวให้ดีขึ้น แน่นอนว่าจะทำให้ผลผลิตข้าวมีออกมาสู่ตลาดมากขึ้น ทำให้การแข่งขันของตลาดส่งออกข้าวจะรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะการแข่งขันด้วยราคา และไทยก็คงแข่งขันด้วยราคากับคนอื่นไม่ได้ หนีไม่พ้นที่ไทยจะโดนเพื่อนบ้านแซงหน้า และคงไม่ใช่ประเทศผู้ส่งออกข้าวเบอร์ 1 ในอาเซียนอีกต่อไป

“ประเทศไทยเองก็มีการพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ๆ แต่อาจไม่รวดเร็วและชัดเจนเหมือนประเทศอื่น เพราะขณะนี้รัฐบาลให้ความสนใจเกี่ยวกับนโยบายด้านราคามากกว่าคุณภาพ ซึ่งหากรัฐยังเดินนโยบายนี้ต่อก็คงช่วยอะไรไม่ได้ นักลงทุนไทยก็คงต้องไปลงทุนต่างประเทศที่มีต้นทุนต่ำกว่าไทย และยังทำให้ข้าวไทยไม่ได้คุณภาพ ส่งผลให้อนาคตข้าวไทยด้อยลงเรื่อยๆ แม้แต่เวลานี้ข้าวหอมมะลิของไทยเองก็เริ่มไม่มีกลิ่นหอมเท่าไหร่แล้ว”

ชูเกียรติ กล่าวว่า ในฐานะผู้ส่งออกข้าวมีความเป็นห่วงว่า อนาคตอุตสาหกรรมข้าวไทยจะถูกบิดเบือนมากขึ้น เพราะไม่ถูกต้องที่รัฐบาลจะเข้ามาเป็นเจ้ามือในการส่งออกข้าวเอง เพราะที่ผ่านมาก็เห็นอยู่แล้วว่าศักยภาพของรัฐบาลมีแค่ไหน ซึ่งหากรัฐบาลยังดื้อดันนโยบายราคาต่อ ก็คงพูดอะไรไม่ได้ แต่อนาคตอุตสาหกรรมข้าวไทยจะถูกทำลายลงไปเรื่อยๆ แน่นอน

สถานการณ์ราคาข้าวที่เริ่มลดลงในขณะนี้ ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าไม่สามารถฝืนกลไกตลาดได้ เพราะเมื่อราคาข้าวแพงก็ยังมีสินค้าธัญพืชตัวอื่นมาทดแทนข้าวได้ ซึ่งเป็นการถ่วงดุลธรรมชาติตามกลไกตลาดอยู่แล้ว และที่สำคัญไทยจะใช้นโยบายดันราคาข้าวใหญ่เกินกว่าที่ไทยจะควบคุมได้ และไทยก็ส่งออกข้าวเพียงแค่ปีละ 10 ล้านตัน ซึ่งเล็กมากเมื่อเทียบกับตลาดโลกที่ใหญ่ถึง 470 ล้านตัน

พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทยด้านอาหารและเกษตร กล่าวว่า การที่ประเทศเพื่อนบ้านเร่งพัฒนาพันธุ์ข้าวแข่งกับไทยนั้น แน่นอนว่าเมื่อมีผลผลิตมากขึ้น ราคาข้าวก็จะถูกลง ซึ่งเราคงไปแข่งด้านราคากับคนอื่นไม่ได้อยู่แล้ว คราวนี้ก็เหลือที่ตลาดประเทศผู้นำเข้าว่าจะต่อต้านกับข้าวที่มีการตัดแต่งพันธุกรรม (จีเอ็มโอ) มาหรือไม่ ซึ่งหากประเทศเหล่านั้นไม่สนใจเรื่องนี้ ไทยก็จะถูกเบียดออกจากตลาดไป ซึ่งภาพรวมแล้วถือว่าอันตรายมากในการแข่งขัน เพราะเมื่อดูท่าทีประเทศผู้นำเข้าข้าวแล้ว ก็ไม่มีประเทศไหนที่จะรังเกียจข้าวจีเอ็มโอ

ขณะเดียวกันข้าวไทยก็ไม่สามารถแข่งขันกับคนอื่นด้วยราคาได้ จึงเห็นว่าทางออกของอนาคตอุตสาหกรรมข้าวไทย คือ รัฐบาลต้องเลิกนโยบายดันราคาข้าว เพราะเมื่อทำแล้วราคาข้าวจะไม่มีทางลดลง และรัฐบาลเองก็ต้องหาเงินมาอุดหนุนตลอด หันมาใช้วิธีการประกันรายได้แทน เพราะจะทำให้ต้นทุนไม่สูงเกินไป ตลาดข้าวก็จะอยู่ได้ด้วยตัวเอง ระยะยาวก็จะต้องปรับโครงสร้างพื้นที่ปลูกข้าวใหม่ให้เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศเท่านั้น แล้วหันไปปลูกพืชเศรษฐกิจตัวอื่นแทน

ด้าน ชัยฤทธิ์ ดำรงเกียรติ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ตอนนี้ยังเชื่อมั่นว่าข้าวหอมมะลิของไทยยังเป็นที่ 1 ในโลกอยู่ แม้ว่าหลายประเทศจะมีการพัฒนาพันธุ์ข้าวก็ยังสู้ไทยไม่ได้ ซึ่งในเรื่องของปริมาณข้าวที่จะออกมาสู่ตลาดมากขึ้นนั้นไม่น่าห่วง เพราะกรมการข้าวเองก็มีการพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ แต่ที่น่าเป็นห่วงคือเรื่องคุณภาพข้าวมากกว่า

นอกจากนี้ ยังห่วงว่าเมื่อเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) แล้ว ข้าวคุณภาพต่ำจากที่อื่นจะปลอมปนเข้ามาในข้าวไทย จนทำให้มาตรฐานข้าวไทยเสียชื่อได้ แต่ก็ยังเชื่อว่ากฎระเบียบต่างๆ ที่เรามีอยู่จะช่วยสกัดได้ เพราะมีทั้ง พ.ร.บ.กักกันพืช และประกาศของกระทรวงพาณิชย์ที่คุ้มกันการนำเข้า แต่ที่ต้องระวังคือการลักลอบนำเข้าผิดกฎหมาย

อย่างไรก็ดี กรมการข้าวได้ทำยุทธศาสตร์ 3 ด้าน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือการแข่งขันที่จะรุนแรงขึ้น คือ 1.ยุทธศาสตร์การวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ โดยร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และมหาวิทยาลัยต่างๆ ในการทำวิจัยพันธุ์ข้าวมากขึ้น 2.ยุทธศาสตร์มิสเตอร์ข้าวในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน เพื่อนำข้อมูลไปเจาะตลาดในประเทศนั้นๆ ล่าสุดที่ดำเนินการแล้วมีพม่าและเวียดนาม

3.ยุทธศาสตร์การผลิตและการกระจายเมล็ดพันธุ์ เพื่อให้เมล็ดพันธุ์พืชที่ส่งให้เกษตรกรจะต้องมีคุณภาพและมาตรฐานสูงขึ้น โดยจะดึงภาคเอกชนและเกษตรกรมาทำงานร่วมกัน ซึ่งทำโมเดลเหล่านี้เสร็จแล้ว และในวันที่ 6 ก.ค.นี้ ก็จะเชิญกูรูด้านข้าวมาร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ (เวิร์กช็อป) เพื่อให้คำแนะนำ ก่อนจะส่งเรื่องให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป

ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวทั้งหมดประมาณ 70 ล้านไร่ ให้ผลผลิตประมาณ 31.65 ล้านตันข้าวเปลือก หรือมีผลผลิตเฉลี่ยแค่ 459 กิโลกรัมต่อไร่ ขณะที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีผลผลิตต่อไร่สูงที่สุด ผลผลิตเฉลี่ย 1,270.59 กิโลกรัมต่อไร่ รองลงมาอันดับ 2 คือ ประเทศเกาหลีใต้ ผลผลิตเฉลี่ย 1,216 กิโลกรัมต่อไร่

สำหรับประเทศเพื่อนบ้านของไทย เช่น เวียดนาม ผลผลิตข้าวเฉลี่ย 836.45 กิโลกรัมต่อไร่ อยู่ในอันดับ 5 ตามมาด้วยอินโดนีเซีย 799.76 กิโลกรัมต่อไร่ อยู่ในอันดับ 6 พม่า 653.63 กิโลกรัมต่อไร่ อยู่ในอันดับ 9 ลาว 576.43 กิโลกรัมต่อไร่ อยู่ในอันดับ 11 ฟิลิปปินส์ 574.22 กิโลกรัมต่อไร่ อยู่ในอันดับที่ 12 ประเทศไทย 459.17 กิโลกรัมต่อไร่ อยู่ในอันดับที่ 17 ดีกว่ากัมพูชาที่มีผลผลิตเฉลี่ย 453.73 กิโลกรัมต่อไร่ อยู่ในอันดับที่ 18 โดยผลผลิตข้าวเฉลี่ยทั่วโลกจะอยู่ที่ 677 กิโลกรัมต่อไร่

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน