
พิษเออีซีภาษีศุลฯลดฮวบ
อธิบดีประเมินหายปีละ8พันล. เร่งมือปรับปรุงด่านรับส่งออก
อธิบดีประเมินหายปีละ8พันล. เร่งมือปรับปรุงด่านรับส่งออก
กรมศุลกากรกุมขมับคาดเปิดเออีซีทำสูญรายได้ 8,000 ล้านบาท เร่งปรับปรุงด่านชายแดนรองรับ
นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า กรมได้ประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 จะทำให้กรมศุลกากรสูญเสียรายได้ปีละประมาณ 7,000-8,000 ล้านบาท แม้รายได้ของรัฐบาลสูญเสียไปบ้าง แต่รัฐบาลจะได้รายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ของกรมสรรพากรมาชดเชย เนื่องจากปริมาณนำเข้ามากขึ้น แต่อัตราภาษีนำเข้าลดเหลือ 0% โดยในปัจจุบันไทยนำเข้าจากกลุ่มประเทศในอาเซียนและเอเชียรวม 50% และนอกเอเชีย 50%
นายสมชาย กล่าวว่า เพื่อรองรับการขยายตัวของการส่งออกกรมศุลกากรจะปรับปรุงด่านศุลกากรตามแนวชายแดนเพื่อรองรับการเปิดเออีซี จากขณะนี้มีด่านตามแนวชายแดน 46 แห่ง บางแห่งอาจจำเป็นต้องขยายให้ใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับการส่งออกและนำเข้า โดยกำลังพิจารณากับฝ่ายความมั่นคงที่จะเปิดด่านให้เพิ่มขึ้น
ล่าสุดเตรียมเปิดด่านพุน้ำร้อน จ.กาญจนบุรี เพื่อรองรับการค้าขายผ่านโครงการทวาย ของพม่า และด่านภูดู่ จ.อุตรดิตถ์ เพื่อรองรับการค้าขายกับประเทศลาว
สำหรับปัญหาในปัญหาวิกฤตการเงินในยุโรป ประเมินว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อรายได้ของกรมศุลกากรในระยะสั้น แต่ในระยะยาวต้องติดตามผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ที่เป็นคู่ค้าของไทย ซึ่งประเทศเหล่านี้มีการส่งออกไปยุโรปในสัดส่วนที่มาก ดังนั้นหากประเทศดังกล่าวได้รับผลกระทบอาจส่งผลกระทบการนำเข้าสินค้าจากไทย
อย่างไรก็ตาม กรมศุลกากรยังมั่นใจว่า รายได้ในปีนี้สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ 1.05 แสนล้านบาท โดยคาดว่าจะสามารถจัดเก็บได้จริง 1.12 แสนล้านบาท และในช่วง 8 เดือนของปีงบประมาณ กรมศุลกากรจัดเก็บรายได้รวม 7.94 หมื่นล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายกว่า 1 หมื่นล้านบาท เป็นผลจากการนำเข้าสินค้าในหมวดรถยนต์ เครื่องจักร และกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นมาก ส่วนในปีงบประมาณ 2556 ตั้งเป้าหมายรายได้ไว้ 1.15 แสนล้านบาท
ขณะที่การตรวจสอบขบวนการนำเข้ารถหรู ขณะนี้กรมศุลกากรตั้งคณะกรรมการเพื่อมาตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีที่มีข้าราชการของกรมศุลกากรเข้าไปเกี่ยวข้องแล้ว กำลังรอข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ส่วนการตรวจสอบผู้นำเข้านั้น ขณะนี้พบการนำเข้าที่ไม่ถูกต้องประมาณ 20 ราย คิดเป็นภาษีร่วม 40 ล้านบาท และยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบอีก 60 ราย ซึ่งกรมศุลกากรจะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบให้มากขึ้น







