
เดอะเฟสช็อป
เครื่องสำอางแบรนด์ดังจากเกาหลีทยอยเข้ามาเจาะตลาดลูกค้าเมืองไทยอย่างต่อเนื่อง
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
เครื่องสำอางแบรนด์ดังจากเกาหลีทยอยเข้ามาเจาะตลาดลูกค้าเมืองไทยอย่างต่อเนื่อง จากกระแสเกาหลีฟีเวอร์ที่เกิดขึ้นกับเหล่าวัยรุ่นในเมืองไทย ส่งผลให้สินค้าจากประเทศเกาหลีเข้ามาทำตลาดในเมืองไทยได้อย่างง่ายดาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าประเภทเครื่องสำอาง ที่สาวไทยและหนุ่มไทยเกือบทุกคนต่างใฝ่ฝันที่จะมีหน้าตาสวยงามเหมือนดารา หรือนักร้องเกาหลีที่ชื่นชอบ
สินค้าประเภทเครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์บำรุงผิวแบรนด์จากเกาหลี จึงเป็นที่นิยมของคนไทยอย่างมาก จนมีผู้นำเข้าสินค้ามาจัดจำหน่ายในเมืองไทยหลากหลายยี่ห้อ แต่ในตลาดแล้วมีเพียงไม่กี่ยี่ห้อที่คนไทยรู้จัก และใช้กันอย่างแพร่หลาย จึงค่อนข้างลำบากสำหรับแบรนด์ใหม่ๆ ที่จะเข้ามาเจาะตลาดไทย
เดอะเฟสช็อป หนึ่งในแบรนด์เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจากเกาหลี ที่ถูกนำเข้ามาจำหน่ายในเมืองไทย และเริ่มเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ขณะนี้ได้เริ่มวางแผนการตลาดในเมืองไทย และสร้างการรับรู้ให้กับลูกค้าคนไทยมากขึ้น หลังจากนำสินค้าเข้ามาจำหน่ายในเมืองไทยมาเป็นระยะเวลา 4 ปีแล้ว
ณัฐยุทธิ์ อภิรติเกียรติ กรรมการผู้จัดการบริษัท ทีเอฟเอส (ไทยแลนด์) ผู้จัดจำหน่ายสินค้า เดอะเฟสช็อป ในประเทศไทย กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ของเดอะเฟสช็อป จะเน้นไปทางผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ เป็นแบรนด์สินค้าที่เหมาะกับกลุ่มลูกค้าทุกเพศทุกวัย และทุกสภาพผิว โดยในประเทศเกาหลีเดอะเฟสช็อปถือเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งในด้านยอดขายสินค้า ซึ่งสินค้าได้รับความนิยมจากคนเกาหลีอย่างมาก เพราะเป็นสินค้าผลิตมาจากธรรมชาติ และมีคุณภาพดี
ในเมืองไทย เดอะเฟสช็อปได้เข้ามาทำตลาดในเมืองไทยแล้ว 4 ปี โดยในปี 2555 ถือเป็นการย่างเข้าสู่ปีที่ 5 ที่ผ่านมาสินค้าก็เป็นที่รู้จักของคนไทยอยู่แล้ว และนำเข้ามาจำหน่ายในราคาที่ซื้อได้ง่าย ประกอบกับสินค้ามีคุณภาพดี ใช้ได้กับลูกค้าทุกกลุ่ม จึงเป็นที่รู้จักกันแบบปากต่อปากไปเรื่อยๆ โดยสินค้าที่ขายดีที่สุดของเดอะเฟสช็อปในเมืองไทย คือ ครีมรองพื้น หรือที่รู้จักกันว่าบีบีครีม มียอดขายอยู่เดือนละ 4,000 หลอด จึงมั่นใจว่าสินค้าจากเดอะเฟสช็อป ก็เป็นที่นิยมไม่แพ้ยี่ห้ออื่นๆ ของเกาหลี ในเมืองไทย
สินค้าที่นำเข้ามาจำหน่ายในเมืองไทยมีอยู่จำนวน 900 รายการ จากทั้งหมดที่จำหน่ายอยู่ในเกาหลี 1,300 รายการ เนื่องจากเมืองไทยเป็นเมืองร้อน จึงต้องนำเข้ามาแต่สินค้าที่มีความเหมาะสมกับลูกค้าคนไทย และกับสภาพอากาศในเมืองไทย ขณะที่เกาหลีเป็นเมืองหนาวจะมีผลิตภัณฑ์ที่ให้ความมันค่อนข้างเยอะ จึงมองว่าอาจจะไม่เหมาะกับสภาพอากาศในบ้านเรา
ขณะที่ราคาขายสินค้าต้องยอมรับว่าขายในราคาที่สูงกว่าในประเทศเกาหลีอยู่แล้ว เพราะต้องมีค่าขนส่ง รวมถึงต้องเสียภาษี แต่จะพยายามขายให้ราคาไม่สูงเกิน 1.8 เท่าของราคาสินค้าในเกาหลี ซึ่งแนวโน้มราคาสินค้าในขณะนี้น่าจะมีแนวโน้มลดลง เพราะได้รับประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) อาเซียนเกาหลี ทำให้อัตราภาษีการนำเข้าลดลงกว่า 12% ซึ่งในเดือน ก.พ. 2555 เดอะเฟสช็อป ในประเทศไทยได้ปรับราคาสินค้าลง 30% ราคาสินค้าจึงสามารถซื้อได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม ส่วนเรื่องคนไทยนิยมบินไปซื้อสินค้าที่เกาหลีมากกว่าซื้อสินค้าในเมืองไทยนั้น ก็ไม่ได้เป็นที่น่ากังวล เพราะราคาในเมืองไทยพยายามที่จะทำให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมที่สุด
“เรามั่นใจสินค้าที่นำเข้าจากประเทศเกาหลี เป็นที่ยอมรับจากคนไทย รวมถึงสินค้าเรามีคุณภาพดี ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยา (อย.) ทุกผลิตภัณฑ์จึงมั่นใจว่าจะสามารถเติบโตในเมืองไทยได้ และจะมีการนำเข้าสินค้าตัวใหม่เข้าเสริมอย่างต่อเนื่อง”
ปัจจุบันสาขาในเมืองไทยมีอยู่ทั้งหมด 32 สาขา ทั้งที่เป็นร้าน และเคาน์เตอร์ในห้างสรรพสินค้า ภายในปีนี้จะมีการเปิดสาขาเพิ่มให้ได้เป็น 40 สาขา เพื่อให้สินค้าเข้าถึงลูกค้ามากที่สุด เน้นการเปิดในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลก่อน ค่อยขยายออกไปยังต่างจังหวัด ซึ่งในปี 2555 ตั้งเป้าหมายจะเติบโต 100% จากปีก่อน หรือมีรายได้ 120 ล้านบาท จากปี 2554 มีรายได้อยู่ที่ 60 ล้านบาท จากที่ผ่านมา 5 เดือน (ม.ค.พ.ค.) ยังคงเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้
นอกจากนี้ การที่บริษัทได้พาพรีเซนเตอร์จากเกาหลี คิม ฮยอน จุง นักร้องและดารา ชื่อดังจากเกาหลี เดินทางมาเมืองไทย ยิ่งทำให้ลูกค้ารู้จักกับเดอะเฟสช็อปมากขึ้น รวมถึงเดอะเฟสช็อปได้จัดประกวด THEFACESHOP Top Girl ขึ้นเพื่อเจาะตลาดกลุ่มคนอายุน้อยปลายวัยรุ่น ที่เพิ่งเรียนจบและเริ่มเข้าสู่วัยทำงาน ที่เริ่มจะเรียนรู้การดูแลผิวและเริ่มต้นแต่งหน้า โดยจัดทำสินค้ากลุ่มสตูดิโอ เทรนดี้ ขึ้น สำหรับลูกค้ากลุ่มนี้ จึงเชื่อว่าตลาดน่าจะขยายตัวอย่างแน่นอน
สุดท้ายนี้ หลายคนอาจสงสัยทำไมพรีเซนเตอร์สินค้าเครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ดูแลผิวของเกาหลีจึงใช้ผู้ชาย แทนที่จะเป็นผู้หญิง ณัฐยุทธิ์ จึงไขข้อสงสัยว่า เพราะผู้ชายสามารถดึงดูดความสนใจจากผู้หญิงได้ดีกว่าผู้หญิงด้วยกัน เมื่อพรีเซนเตอร์เป็นผู้ชายจึงสามารถหยุดสายตาของผู้หญิงให้มองสินค้าได้ ช่างเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่ได้ผลอย่างดียิ่ง







