
ยังเป็นปีที่ดีของ...เครือสหพัฒน์
อุตสาหกรรมสิ่งทอและรองเท้าเครือสหพัฒนพิบูลถึงคราวพระอาทิตย์ตกดินแล้วหรือไม่
โดย...เจียรนัย อุตะมะ
อุตสาหกรรมสิ่งทอและรองเท้าเครือสหพัฒนพิบูลถึงคราวพระอาทิตย์ตกดินแล้วหรือไม่ เมื่อต้องเผชิญกับค่าจ้างขั้นต่ำถึง 300 บาทต่อวัน ที่มีผลตั้งแต่เดือน เม.ย.ที่ผ่านมา และต้นทุนหลายด้านปรับขึ้นต่อเนื่อง
บริษัท แพนเอเซียฟุตแวร์ ธุรกิจรองเท้าประสบปัญหาต้นทุนที่พุ่งขึ้น จน “บุญชัย โชควัฒนา” ประธานกรรมการ ต้องตัดสินใจลดขนาดทรัพย์สินเพื่อรักษาบริษัท
เกิดอะไรขึ้นกับเครือสหพัฒน์ที่มีทั้งเครือถึง 24 บริษัท ที่ 7 ปีย้อนหลังมีกำไรเติบโตต่อเนื่อง ปันผลอย่างสม่ำเสมอและจะยังเติบโตต่อไปได้หรือไม่
เครือสหพัฒน์มีบริษัทจดทะเบียนรวม 14 บริษัท ที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแค็ป) กว่า 1 แสนล้านบาท หรือ 1% ของมาร์เก็ตแค็ป
ประวัติศาสตร์อันยาวนานของเครือนี้ ที่เริ่มต้นก่อตั้งบริษัทตั้งแต่สมัยนายห้างเทียม โชควัฒนา แต่ปรับตัวมานับครั้งไม่ถ้วน ตั้งแต่แตกแล้วโต โตแล้วแตก ด้วยประสบการณ์อันโชกโชน เป็นเครื่องการันตีว่า บริษัทเก่าแก่ของไทยแห่งนี้จะอยู่รอดได้อย่างไร
“บุญชัย โชควัฒนา” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สหพัฒนพิบูล (SPC) กล่าวว่า ปีนี้เครือสหพัฒน์จะลดขนาดธุรกิจของบริษัท แพนเอเซียฯ ลงเหลือครึ่งหนึ่ง เพื่อให้สามารถบริหารจัดการได้ง่ายและแม่นยำมากขึ้น เนื่องจากกำลังเผชิญกับการขาดทุนหนักนับแต่ไนกี้ลูกค้ารายใหญ่ถอนคำสั่งซื้อไป แม้พยายามหาลูกค้ารายเล็กได้หลายราย ก็ไม่สามารถทดแทนปริมาณที่เคยได้รับคำสั่งซื้อจากไนกี้ได้ ประกอบกับมีการปรับขึ้นค่าจ้าง ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นเดือนละ 10 ล้านบาทต่อเดือน ในสภาพที่ต้องแข่งขันกับผู้ผลิตรองเท้าจากจีนและอินโดนีเซีย
บริษัท แพนเอเซียฯ มีโรงงานผลิตชิ้นส่วนและประกอบรองเท้าอยู่รวม 10 แห่ง มีคนงานรวม 7,000 คน จะปิดโรงงานที่อยู่ห่างไกลลง ได้แก่ ที่ อ.พิมาย อ.จักราช จ.นครราชสีมา และบุรีรัมย์ โดยเหลือไว้แต่โรงงานที่อยู่ใกล้ประมาณ 45 แห่ง คือที่ศรีราชาและกบินทร์บุรี เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการผลิต รวมถึงลดคนงานลงโดยเลิกจ้างแรงงานต่างด้าว ในส่วนที่ปัจจุบันจ้างแรงงานพม่าและกัมพูชาอยู่ 30-40% ซึ่งหากสามารถลดต้นทุนการผลิตโดยเฉลี่ยลงได้ 5% ก็พอใจแล้ว
นอกจากนั้น ยังจะตัดขายทรัพย์สินที่ไม่ทำรายได้ออกไปส่วนใหญ่เป็นที่ดินที่ตั้งโรงงานที่ปิดไป 6-7 แปลง โดยบริษัท แพนเอเซียฯ มีแผนที่จะลงทุนโรงงานผลิตรองเท้าในกัมพูชาประมาณ 100 ล้านบาท โดยซื้อที่ดินมากกว่า 10 ไร่ไว้แล้ว และกำลังประเมินเรื่องแรงงานอยู่ว่าจะคุ้มค่าในการขยายการลงทุนนี้หรือไม่
ปัจจุบันบริษัท แพนเอเซียฯ ผลิตรองเท้าเพื่อส่งออกไปทั่วโลกทั้งยุโรป สหรัฐอเมริกา และเอเชีย 100% โดยปี 2554 มีรายได้ประมาณ 2,000 ล้านบาท และคาดว่าปี 2555 จะทำรายได้ใกล้เคียงปีก่อน และเชื่อว่าการปรับลดขนาดธุรกิจลงและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตลงในครั้งนี้ หากสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าได้ดี ลูกค้าเก่าจะกลับมาเพิ่มคำสั่งซื้อมากขึ้น
“บุญชัย” กล่าวว่า การที่ค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้นเป็น 300 บาทไม่ได้ทำให้ธุรกิจค้าปลีกดีอย่างที่คิด เพราะทำให้ราคาสินค้าแพงขึ้นกว่ารายได้ที่เพิ่ม ส่งผลให้คนชะลอการใช้จ่าย กำลังซื้อตก ผู้ประกอบการต้องจ่ายค่าจ้างเพิ่มให้พนักงานค้าปลีกจำนวนมาก โดยเฉพาะห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ห้างสรรพสินค้าต่างจังหวัดที่ต้องจ้างพนักงาน
“ดีพาร์ตเมนต์สโตร์ขนาดเล็กในต่างจังหวัดใช้พนักงานมากถึง 400-500 คน แล้วผู้ประกอบการจะดีขึ้นหรือกำลังซื้อจะดีขึ้นอย่างไร ยอดขายไม่เพิ่มตามค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น จนถึงขั้นบางบริษัทกำลังจะมีกำไรกลับขาดทุนก็มี อย่างร้าน 108 ช็อป เป็นต้น”
เขากล่าวว่า เครือสหพัฒน์มีขนาดใหญ่ มีอำนาจต่อรองมาก พร้อมปรับธุรกิจด้วยการดิ้นรนให้อัตรากำไรเพิ่ม ขอผู้จัดจำหน่ายเพิ่ม ปรับราคาขึ้นเพื่อชดเชยค่าจ้างงานที่เพิ่ม
ด้านผลกระทบที่มีต่อธุรกิจเสื้อผ้านั้นมีอย่างแน่นอน แต่เครือสหพัฒน์ก้าวไปไกลเกินกว่าจะถูกฉุดด้วยค่าจ้างแล้ว
“เจริญ รัตนปฏิมากร” กรรมการรองผู้จัดการ บริษัท ประชาอาภรณ์ (PG) กล่าวว่า บริษัทผลิตเสื้อผ้าแบรนด์แอร์โรว์ กางเกงเสื้อยืด มีโรงถัก ผ้ายืด พัฒนาบนเสื้อผ้าสำเร็จรูปยี่ห้อลาคอส ชุดว่ายน้ำเอสซีที่มีคุณภาพ สร้างสรรค์ด้วยนวัตกรรม
“แม้ว่าประเทศในอาเซียนค่าจ้างถูกกว่าบ้านเรา แต่ความคิดสร้างสรรค์สู้คนไทยไม่ได้ เรามีแนวคิดเรื่องแฟชั่นเหนือกว่าอาเซียน แม้การ์เมนต์ได้รับผลกระทบจากค่าจ้าง แต่ต้องมีการบริหารจัดการ”
บริษัท ประชาอาภรณ์ ได้ผลิตเสื้อผ้าจากเส้นใยธรรมชาติที่พบกับต้นทุนฝ้ายที่สูงขึ้นถึง 200-300% เมื่อปี 2554 โชคดีที่ปีนี้ราคาลดลงทำให้ต้นทุนถูกลงจากปีก่อน
“เราต้องติดตามราคาฝ้ายตลอดเวลาปี 2554 ราคาขึ้นตลอด ทำให้เราต้องจองซื้อล่วงหน้า ปีนี้ไม่จองล่วงหน้า โดยซื้อตุนไว้ระยะสั้นเท่านั้น”
ขณะที่ “อาณัติ รัตนปฏิมากร” กรรมการรองผู้จัดการ บริษัท เท็กซ์ไทล์เพรสทีจ (TPCORP) กล่าวว่า บริษัทผลิตวัตถุดิบสิ่งทอกลางน้ำ ผลิตกลุ่มถักผ้า ลูกไม้ปัก ป้อนให้บริษัทในเครือสหพัฒน์ บริษัท ไทยวาโก้ ผู้ผลิตชุดชั้นในวาโก้ และบริษัท ธนูลักษณ์ เริ่มต้นเมื่อ 35 ปีก่อนจากผู้ถักผ้ารายเล็กๆ และเติบโตมาตามลำดับในฐานะบริษัทในเครือสหพัฒน์ จนกระทั่งปัจจุบันขายนอกเครือข่ายด้วย
ต่อมาถักผ้าบุหลังคารถยนต์ขายครั้งแรกช่วงวิกฤตปี 2540 ให้ฮอนด้า ซีวิค จากก่อนหน้านั้นฮอนด้านำเข้าผ้าคลุมจากต่างประเทศ
“ปีนี้รถทุกยี่ห้อที่ประกอบในประเทศ จะใช้ผ้าบุหลังคารถจากบริษัทเรา”
ดังนั้น จึงคาดว่ากำลังซื้อจะเพิ่มขึ้นมหาศาล จากกำลังการผลิตรถยนต์หลังน้ำท่วมและโครงการลดหย่อนภาษีรถคันแรกของรัฐบาล ดังนั้นจึงคาดว่ารายได้ปีนี้จะเติบโต 10% จากปีก่อนที่มีรายได้ 2,613 ล้านบาท
“ธีระศักดิ์ วิกิตเศรษฐ์” กรรมการผู้จัดการ เอสแอนด์เจ อินเตอร์เนชั่นแนล เอนเตอร์ไพรส์ (S&J) ผู้ผลิตเครื่องสำอางป้อนบริษัท ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล ส่วนแบ่งการตลาด 60% กล่าวว่า แม้ว่าบริษัทจะใช้แรงงานเยอะเพราะต้องผลิตป้อนผู้ประกอบการขนาดเล็กด้วย แต่บริษัทได้ปรับตัวโดยหันมาใช้เครื่องจักรในการผลิตมาก จึงสามารถบริหารจัดการค่าจ้างงานได้ ทำให้คาดว่าปีนี้รายได้จะเติบโต 11-12% จากปีก่อนที่มีรายได้ 5,420 ล้านบาท
“สันติ วิลาสศักดานนท์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง บริษัทแม่ของเครือสหพัฒน์ทั้งหมด กล่าวว่า ปีนี้ยังเป็นปีที่ใช้ได้ และคาดว่าจะสามารถจ่ายปันผลได้อีกปี
“บุญชัย” ในฐานะประธานกรรมการบริหารบริษัท สหพัฒนพิบูล ตั้งเป้าหมายรายได้ปีนี้ ว่าจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 15% เป็น 3 หมื่นล้านบาท ในปี 2556
“ปีก่อนเราจ่ายปันผลสูงสุด 90 สตางค์ 8 ปีที่ผ่านมายอดขายเติบโตสม่ำเสมอปีละ 10-20%”
“บุญชัย” กล่าวว่า ขณะนี้น้ำมันดีเซลต่ำกว่าลิตรละ 30 บาท และการที่ค่าจ้างขั้นต่ำขึ้นไป 300 บาทนั้นไม่กระทบบริษัท เพราะใช้เครื่องจักรมาก โดยใช้แรงงานน้อยเพียง 700-1,000 คน
“วันนี้ไม่มีอะไรน่ากลัว ห่วงว่าน้ำท่วมครึ่งปีหลังหรือเกิดการเผาบ้านเผาเมืองเหมือนปี 2553 บริษัท สหพัฒน์ ดีแน่หากไม่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝัน แต่หากเกิดเหตุการณ์ไม่ดี เรากระทบน้อยเพราะเป็นสินค้าจำเป็น”
เครือสหพัฒน์ได้วางเป้าหมายรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) และวางแผนขยายตลาดส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้น
เครือสหพัฒน์เข้าไปลงทุนในพม่ามานานหลายปี จนกระทั่งขณะนี้พม่าเริ่มเปิดประเทศ จึงมีแผนจะพัฒนานิคมอุตสาหกรรมด้วย
“กำลังดูที่ 1,500 ไร่ ที่ย่างกุ้ง โดยยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลพม่าแล้วแต่กฎหมายลงทุนและกฎหมายธนาคารพาณิชย์ยังไม่ออก รวมถึงสาธารณูปโภค กำลังรอดูข้อมูลที่พม่าให้ชัดเจน”
ด้านบริษัท ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล (ICC) “บุญเกียรติ โชควัฒนา” ประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหาร กล่าวว่า ปีนี้คาดว่ายอดขายจะเติบโตใกล้ปี 2554 ที่มีรายได้ 1.3 หมื่นล้านบาท เติบโต 12% และอัตราเติบโตของกำไรที่มากกว่าการเติบโตรายได้ แม้ว่าครึ่งปีแรกยังไม่เห็นสัญญาณ แต่คาดว่ายังมีหวังในครึ่งปีหลัง กำไรจากแบรนด์วาโก้ ลาคอส ดีเอสซี และแอลที่รุกมา 23 ปีแล้ว
ด้าน “สุชัย รัตนเจียเจริญ” กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ (TF) ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า คาดว่าปีนี้รายได้จะเติบโต 10% จากปีก่อนที่อยู่ที่ 1 หมื่นล้านบาท และกำไรดีกว่าปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,070 ล้านบาท
“5 เดือนแรกที่ผ่านมาดีอยู่แล้ว อัตรากำไรเพิ่มขึ้นกำไรมากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 70% หากครึ่งหลังยังดีเหมือนเดิมเชื่อว่ากำไรดีกว่าปีก่อนได้”
ปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิตบะหมี่สำเร็จรูป 6 ล้านซอง แต่ใช้กำลังการผลิตเพียง 70-80% และปีนี้ยังติดตั้งสายงานการผลิต 1 สายคาดว่าจะเริ่มผลิตเดือน ต.ค.นี้ ส่งผลให้กำลังการผลิตรวมเป็น 7 ล้านซอง โดยจะใช้กำลังการผลิต 70-80%
ปัจจุบันมีโรงงานผลิตมาม่าที่พม่าและเขมร ที่ตั้งมานานถึง 7-8 ปี และโรงงานที่พม่าเต็มกำลังการผลิตแล้ว และรอขยายโดยมีเครื่องจักรผลิตบะหมี่ 2 เครื่อง ผลิตเดือนละ 50-60 ล้านบาท
“อัตราเติบโตของยอดขายในพม่าปีละกว่า 20% ส่วนเขมรกว่า 10%”
ส่วน “อภิชาติ ธรรมมโนมัย” กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ (PB) กล่าวว่า บริษัทเป็นผู้ผลิตขนมปังฟาร์มเฮ้าส์ที่ทำกำไรดีที่สุดในเครือ แต่ปีนี้คาดว่าจะพลาดเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่ารายได้จะเติบโต 13% โดยครึ่งแรกปีนี้รายได้เติบโตเพียง 9%
ทั้งนี้ เป็นเพราะช่วงน้ำท่วมปลายปี (ต.ค.พ.ย. ก่อนขนมปังขายดีจึงไม่ได้รับผลกระทบทำให้ฐานสูงเดือนละ 500 ล้านบาท แต่ไตรมาสแรกปีนี้สถานการณ์กลับตาลปัตรกำลังซื้อไม่ได้ดีเท่าที่ควร โดยเฉพาะพื้นที่น้ำท่วม ทั้ง จ.พระนครศรีอยุธยา และนนทบุรี ที่กำลังซื้อยังไม่ฟื้น ยอดขายสองพื้นที่นี้ตกต่ำ เพราะคนมัวแต่ไปฟื้นฟูบ้าน ฟื้นฟูโรงงานต้องใช้เวลา 6-7 เดือนกว่าจะกลับมาผลิตเต็มที่







