
รอดูความชัดเจนแก้ปัญหาหนี้ยูโร
สัปดาห์นี้ (วันที่ 26 ก.ค.) สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่า ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 31.6032.00 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยสัปดาห์นี้ตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าติดตาม ได้แก่ อัตราเงินเฟ้อของไทย ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและภาคบริการของประเทศต่างๆ อาทิ สหรัฐ ยูโรโซน เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี และอังกฤษ อัตราการว่างงานและยอดค้าปลีกของยูโรโซน ผลผลิตอุตสาหกรรมของเยอรมนีและสหรัฐ การใช้จ่ายในภาคก่อสร้างของสหรัฐ การขอรับสวัสดิการการว่างงานครั้งแรกของสหรัฐ
สัปดาห์นี้ (วันที่ 26 ก.ค.) สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่า ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 31.6032.00 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยสัปดาห์นี้ตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าติดตาม ได้แก่ อัตราเงินเฟ้อของไทย ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและภาคบริการของประเทศต่างๆ อาทิ สหรัฐ ยูโรโซน เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี และอังกฤษ อัตราการว่างงานและยอดค้าปลีกของยูโรโซน ผลผลิตอุตสาหกรรมของเยอรมนีและสหรัฐ การใช้จ่ายในภาคก่อสร้างของสหรัฐ การขอรับสวัสดิการการว่างงานครั้งแรกของสหรัฐ
ในวันพฤหัสบดีที่ 5 ก.ค. ธนาคารกลางอังกฤษก็จะประกาศผลการประชุมนโยบายทางการเงิน ซึ่งน่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 0.5% แต่อาจจะมีการอัดฉีดเงินเข้าระบบเพิ่มเติม โดยการรายงานการประชุมของธนาคารกลางอังกฤษครั้งที่แล้วแสดงให้เห็นว่า เมอร์วิน คิง ผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษและคณะกรรมการอีก 3 ท่าน เห็นว่าควรดำเนินมาตรการผ่อนคลายทางการเงินมากขึ้นกว่าเดิม (QE) ทั้งนี้ ธนาคารกลางยุโรปก็จะจัดการประชุมนโยบายการเงินในวันที่ 5 ก.ค. เช่นกัน โดยผลสำรวจของบลูมเบิร์กระบุว่านักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าธนาคารกลางยุโรปจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงจากระดับปัจจุบันที่ 1%
ในวันศุกร์ที่ 6 ก.ค. ทางฝั่งสหรัฐ ก็จะประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรและอัตราการว่างงานเดือน มิ.ย. ซึ่งเป็นตัวเลขที่ตลาดให้ความสำคัญ โดยอัตราการว่างงานของสหรัฐในเดือน พ.ค.ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 8.2% และการจ้างงานนอกภาคการเกษตรของสหรัฐ ก็เพิ่มขึ้นไม่ถึงครึ่งหนึ่งของที่ตลาดคาดไว้ในเดือน พ.ค. ทำให้บรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น ไม่ค่อยดีนักในวันนั้น
ค่าเงินบาทเทียบเงินเหรียญสหรัฐ (USD/THB)
ค่าเงินบาทในสัปดาห์ที่ผ่านมาอยู่ในทิศทางอ่อนค่าเทียบเหรียญสหรัฐ ก่อนจะปรับแข็งค่าในวันศุกร์ โดยค่าเงินบาทเปิดตลาดต้นสัปดาห์ที่ระดับ 31.81 และพุ่งทะลุระดับ 32.00 ในระหว่างสัปดาห์ จากความไม่แน่นอนในการแก้ปัญหาหนี้ในยูโรโซน โดยนักลงทุนบางส่วนชะลอการทำธุรกรรมขณะรอผลการประชุมสุดยอดผู้นำสหภาพยุโรป (EU Summit) ในปลายสัปดาห์ว่าทางยุโรปจะมีมาตรการอะไรออกมาใหม่เพื่อต่อสู้กับวิกฤติหนี้ยูโรโซนที่ยืดเยื้อมากว่า 2 ปีครึ่ง หลังจากที่อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรอายุ 10 ปีของรัฐบาลสเปนพุ่งขึ้นสูงเหนือระดับ 7% ซึ่งเป็นระดับทางจิตวิทยาที่หลายประเทศในยูโรโซน อาทิ กรีซ ต้องเข้าขอรับความช่วยเหลือในช่วงก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ ในวันศุกร์ค่าเงินบาทปรับแข็งค่าเช่นเดียวกับสกุลเงินเอเชียส่วนมาก รับข่าวว่าการบรรลุข้อตกลงที่จะจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลภาคธนาคารในยูโรโซนและอนุญาตให้กองทุนช่วยเหลือของยูโรโซนเพิ่มทุนโดยตรงแก่ธนาคารเหล่านี้ได้ เหรียญสหรัฐต่อบาท ณ วันศุกร์อยู่ที่ระดับ 31.75 (เวลาประมาณ 17.00 น.)
ค่าเงินยูโรเทียบเงินเหรียญสหรัฐ (EUR/USD)
ค่าเงินยูโรในสัปดาห์ที่ผ่านได้รับแรงกดดันมาตลอดก่อนปรับแข็งค่าในวันศุกร์ โดยตลาดมีความกังวลในภาคธนาคารของสเปนเพิ่มขึ้นหลังมูดี้ส์ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของธนาคารสเปน 28 แห่ง และไซปรัสขอรับความช่วยเหลือเป็นประเทศที่ 5 ในยูโรโซน ขณะที่ฟิทช์ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของไซปรัสลงต่ำกว่าระดับที่น่าลงทุนและให้แนวโน้มเชิงลบ ส่วนรัฐมนตรีคลังของกรีซยื่นลาออก เนื่องจากมีปัญหาด้านสุขภาพ และนายกรัฐมนตรีของกรีซจะไม่เข้าร่วมการประชุม EU Summit หลังการผ่าตัดตา ค่าเงินยูโรยังได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสเปนและอิตาลีที่ปรับตัวสูงขึ้นในการประมูลอีกด้วย (นักลงทุนต้องการอัตราผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นเพื่อมาชดเชยกับการรับความเสี่ยงที่มากขึ้น) ทั้งนี้ การประชุม EU Summit ในวันแรกที่ผู้นำยุโรปตกลงในวงเงิน 1.2 แสนล้านยูโร เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการจ้างงานไม่ได้หนุนยูโรในช่วงแรก แต่ข่าวการเห็นพ้องให้ธนาคารกู้เงินโดยตรงจากกองทุนช่วยเหลือของยูโรโซนและข่าวการอนุญาตให้กองทุนช่วยเหลือยูโรโซนเข้าซื้อพันธบัตรของประเทศที่มีปัญหาได้ (โดยเจ้าหนี้ใหม่จะไม่เรียกร้องสิทธิที่มากกว่าเจ้าหนี้ปัจจุบัน) ส่งผลให้เงินยูโรต่อเหรียญสหรัฐพุ่งขึ้นรับข่าวกว่า 1% อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนยังมีอยู่ ยูโรต่อเหรียญสหรัฐ ณ วันศุกร์อยู่ที่ระดับ 1.2572 (เวลาประมาณ 17.00 น.)
ค่าเงินเยนเทียบดอลลาร์สหรัฐฯ (USD/JPY)
ค่าเงินเยนในสัปดาห์ที่ผ่านปรับตัวในทิศทางแข็งค่าเทียบดอลลาร์สหรัฐฯ ก่อนปรับอ่อนค่าในวันศุกร์ โดยในระหว่างสัปดาห์นักลงทุนเข้าถือเงินเยนในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยหลังมีความกังวลว่าจะไม่มีมาตรการใหม่ออกมาเพื่อแก้ปัญหาหนี้ยูโรโซนอย่างเด็ดขาดในการประชุม EU Summit หลังนายกรัฐมนตรีของเยอรมนี นางแองเจล่า เมอร์เคิล กล่าวไม่สนับสนุนการออกพันธบัตรร่วมกันในรัฐบาลยูโรโซน (eurobond) อย่างไรก็ดี ผลการประชุม EU Summit ในวันแรกได้หนุนสินทรัพย์เสี่ยง ทำให้นักลงทุนย้ายเงินออกจากเงินเยนซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ดอลลาร์/เยน ณ วันศุกร์อยู่ที่ระดับ 79.46 (เวลาประมาณ 17.00 น.)
ตลาดพันธบัตรรัฐบาล
ข่าวที่สำคัญของตลาดพันธบัตรรัฐบาลในสัปดาห์ที่ผ่านมาคงหนีไม่พ้นข่าวที่สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ประกาศแผนการออกพันธบัตรรัฐบาลในไตรมาส 4 ประจำปีงบประมาณ 2555 (โปรดสังเกตว่าปีงบประมาณจะไม่เหมือนปีปฏิทิน เพราะปีงบประมาณจะเริ่มที่เดือน ต.ค. ดังนั้นไตรมาส 4 ของปีงบประมาณ ก็จะตกอยู่ในช่วงเดือน ก.ค.ก.ย.) โดยก่อนหน้านี้ตลาดก็พอจะคาดการณ์ล่วงหน้าได้บ้างว่าจะมีพันธบัตรรัฐบาลออกมาจำนวนเท่าไรในเดือน ก.ค.ก.ย. ซึ่งทำได้โดยการเอาเป้าการออกพันธบัตรรัฐบาลของทั้งปีลบออกจากจำนวนพันธบัตรรัฐบาลที่ประกาศไว้ในการประมูลของสามไตรมาสแรก ปรากฏว่าแผนการออกพันธบัตรในไตรมาส 4 ของปีงบประมาณนี้อยู่ที่ 1.66 แสนล้านบาท ซึ่งมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ และวงเงินในการประมูลต่อครั้งก็สูงขึ้นด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ดี ปัจจัยนี้ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลมากนัก เพราะจำนวนที่ประกาศออกมาก็ไม่ได้สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้มากเท่าไรนัก
สำหรับสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการประมูลพันธบัตรรัฐบาล 2 รุ่น โดยมีรุ่น 30 ปี (LB416A) วงเงิน 8,500 ล้านบาท ซึ่งผลออกมาดีมาก โดยมีความต้องการถึง 3.42 เท่าของวงเงินในการประมูล แต่ว่าผลการประมูลของพันธบัตรรัฐบาลประเภทอัตราดอกเบี้ยแปรผันตามการเปลี่ยนแปลงของเงินเฟ้อ (หรือ InflationLinked Bond) อายุ 10 ปี (ILB217A) วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท ออกมาไม่ค่อยดีเท่าไร โดยมีความต้องการเพียง 0.75 เท่าของวงเงินในการประมูล ทำให้ยอดที่จัดสรรไปในการประมูลมีเพียง 7,000 กว่าล้านบาท เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อดูจะชะลอลง ทำให้นักลงทุนไม่สนใจพันธบัตรประเภทนี้มากนัก
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลประเภทอายุ 2 ปี 5 ปี และ 10 ปี อยู่ที่ 3.22% 3.35% และ 3.57% ตามลำดับ โดยนักลงทุนในประเทศและนักลงทุนต่างชาติเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลจากความกังวลในปัญหาหนี้ยูโรโซนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
อัตราดอกเบี้ยตลาดเงิน
อัตราดอกเบี้ยตลาดเงินทรงตัวอยู่แถวระดับ 3.00% โดยอัตราผลตอบแทนของตั๋วเงินคลัง (TBill) ระยะ 1 เดือน 3 เดือน 6 เดือน และ 1 ปี ทรงตัวที่ระดับ 2.96% 3.03% 3.10% และ 3.14% ตามลำดับ สะท้อนถึงมุมมองที่ว่าไม่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 3.00% ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่จะมีขึ้นในเดือน ก.ค.
สำหรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเฉลี่ย 4 ธนาคารใหญ่ระยะเวลา 3 เดือน 6 เดือน และ 1 ปี อยู่ที่ 1.91250% 2.38125% และ 2.72500% ตามลำดับ ซึ่งในระดับนี้ ทำให้การลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้นดูน่าสนใจกว่า
สัปดาห์ที่แล้ว ธนาคารพาณิชย์มีการปิดสำรองสภาพคล่องรายปักษ์ สำหรับสัปดาห์นี้จะเป็นการเริ่มรายปักษ์ใหม่ ซึ่งอาจทำให้ธนาคารพาณิชย์มีสภาพคล่องส่วนเกินและนำเงินมาลงทุนในตลาดเงินมากขึ้น







