posttoday
ถึงวัน "ชนชั้นกลาง" ผงาดจีนอำนาจการซื้อที่โลกต้องการจับตา

ถึงวัน "ชนชั้นกลาง" ผงาดจีนอำนาจการซื้อที่โลกต้องการจับตา

01 กรกฎาคม 2555

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

นับจากวันที่ เติ้งเสี่ยวผิง อดีตผู้นำจีนผู้มีวิสัยทัศน์อันก้าวไกล ได้เริ่มทดลองนำนโยบายเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมกลไกตลาด เข้ามาประยุกต์ใช้กับระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมที่ใช้อยู่เดิมเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว การพัฒนาและการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนก็เติบโตไปอย่างก้าวกระโดด จนสามารถก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกได้ในวันนี้

มาตรวัดที่ตอกย้ำความจริงดังกล่าว คือ การขยายตัวของจีดีพีที่มีอัตราการเติบโตไม่ต่ำกว่า 8% ตลอดเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา และล่าสุดก็คือการเบียดญี่ปุ่นก้าวขึ้นมาเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 2 แทนที่ในปี 2554 ซึ่งเป็นรองก็แต่เพียงสหรัฐประเทศเดียวเท่านั้น

และด้วยการเติบโตที่เร่าร้อน เปรียบเหมือนดั่งแม่เหล็กที่ช่วยดึงดูดให้นักลงทุนและบริษัทจากต่างประเทศทั้งรายใหญ่และขนาดย่อม ให้เข้ามาลงทุนบนแผ่นดินมังกรกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่งตลอดหลายสิบปีนี้เอง ก็ทำให้บรรดาอาตี๋อาหมวย ไปจนถึงผู้ใหญ่วัยกลางคน ต่างได้รับผลตอบแทนกันอย่างก้าวกระโดด มีโอกาสในการทำงานที่เปิดกว้างมากขึ้น และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่สุขสบายขึ้น จนแม้แต่ประธานาธิบดีเหมาก็ยังอาจคาดไม่ถึง

หรือหากจะกล่าวให้ชัดเจนกว่านั้นก็คือ ประชากรชาวจีนที่มีกำลังในการจับจ่ายใช้สอยสินค้าและบริการ หรือเรียกสั้นๆ ว่า “ชนชั้นกลาง” กำลังขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็วบนแผ่นดินมังกร เพราะบรรษัทข้ามชาติที่หลั่งไหลเข้ามาลงทุนในจีนอย่างไม่ขาดสาย ต่างก็เสนอผลตอบแทนในอัตราที่สูงมาก จนส่งผลสะท้อนไปยังรัฐวิสาหกิจในประเทศให้ต้องแข่งขันด้วยการเพิ่มรายได้แก่พนักงานและลูกจ้างให้สูงขึ้นตามไปด้วย เพื่อดึงดูดคนเข้าทำงาน

จากการเปิดเผยข้อมูลของกลุ่มวิจัยการตลาดจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงานภายใต้สำนักงานสถิติแห่งชาติรัฐบาลจีน ได้ระบุว่ารายได้เฉลี่ยต่อหัวของครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองในปี 2553 นั้น ขยายตัวขึ้นถึงกว่า 10 เท่าจากเมื่อ 30 ปีก่อน อยู่ที่ 3,000 เหรียญสหรัฐ (ราว 9.3 หมื่นบาท) ต่อปี หรือจากเดิมซึ่งอยู่ที่เพียง 280 เหรียญสหรัฐ (ราว 8,680 บาท) ในปี 2523 เท่านั้น

ดังนั้น หากคำนวณโดยอ้างอิงครอบครัวละ 3 คน ภายใต้นโยบายลูกคนเดียวแล้ว ก็เท่ากับว่าครอบครัวหนึ่งจะมีรายได้ต่อปีเฉลี่ยถึง 9,000 เหรียญสหรัฐ(ราว 2.85 แสนบาท) ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ไม่น้อยเลยสำหรับประเทศกำลังพัฒนาประเทศหนึ่ง

เฮเลน หวาง ผู้แต่งหนังสือเรื่อง “ไชนีสดรีม : การผงาดของชนชั้นกลางที่ใหญ่ที่สุดของโลกและผลกระทบต่อคุณ” กล่าวกับซีเอ็นเอ็น ว่า แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีคำจำกัดความอย่างเป็นทางการถึงคำว่า“ชนชั้นกลาง” ในจีน แต่ก็พอจะระบุได้ว่าต้องเป็นครัวเรือนที่สามารถใช้จ่ายจิปาถะตามใจชอบได้ 3 ใน 10 ส่วนของรายได้ หรือมีอิสรภาพทางการเงินพอสมควร ซึ่งครัวเรือนหนึ่งๆ ควรจะต้องมีรายได้เฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ประมาณ 1–6 หมื่นเหรียญสหรัฐ (ราว 3.1แสน1.86 ล้านบาท)

ถึงวัน "ชนชั้นกลาง" ผงาดจีนอำนาจการซื้อที่โลกต้องการจับตา

 

อย่างไรก็ตาม หวาง กล่าวว่า คำจำกัดความของการเป็นชนชั้นกลางในจีน อาจแตกต่างไปจากบริบทของคำว่าชนชั้นกลางที่ใช้กันอยู่ในซีกโลกตะวันตกพอสมควร อาทิ เรื่องของตัวเลขรายได้ ซึ่งหากอยู่ในสหรัฐการมีรายได้เพียงแค่ 1–6 หมื่นเหรียญสหรัฐต่อปี จะถูกมองเป็นคนยากจน แต่ทว่าที่จีนนั้นสามารถขยับขึ้นเป็นชนชั้นกลางได้ เนื่องจากค่าครองชีพในจีนต่ำกว่าในโลกตะวันตกเมื่อเปรียบเทียบโดยทั่วไป

นอกจากนี้ ชนชั้นกลางชาวจีนส่วนใหญ่ก็มักจะอาศัยอยู่ในเขตเมืองเป็นส่วนใหญ่ โดยข้อมูลในปัจจุบันบ่งชี้ว่า 50% ของประชากรในเขตเมืองเป็นชนชั้นกลาง ซึ่งถือเป็นความแตกต่างจากชนชั้นกลางของโลกตะวันตกที่มักจะอาศัยอยู่ในเขตชานเมือง

ทั้งนี้ ผู้แต่งหนังสือไชนีสดรีม ยังได้ถ่ายทอดประสบการณ์ที่ได้เฝ้าสังเกตความเปลี่ยนแปลงในการขยายตัวของชนชั้นกลางชาวจีนมาเป็นระยะเวลายาวนานตลอด 1520 ปีที่ผ่านมา ว่า ชนชั้นกลางชาวจีนกำลังขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยยกตัวอย่างให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างง่ายๆ ว่า หากเป็นเมื่อสัก 89 ปีก่อน การที่ชาวจีนคนหนึ่งจะมีรถส่วนตัวไว้ขับสักคันถือเป็นเรื่องที่ยากมาก

แต่ทว่าในช่วง 78 ปีที่ผ่านมานี้ ชาวจีนหลายคนต่างมีรถยนต์ส่วนตัวกันเป็นว่าเล่น ยิ่งกว่านั้นบางคนยังมีรถส่วนตัวมากกว่า 1 คัน ขณะที่หลายคนซึ่งมีอายุระหว่าง 2050 ปี ก็เริ่มที่จะหาซื้อบ้านอยู่อาศัยเองกันได้มากขึ้น

คำพูดดังกล่าวสะท้อนได้จากประสบการณ์ชีวิตของ เฉาชิงฝู ครูสอนหนังสือในโรงเรียนมัธยม วัย 51 ปี ในเมืองเสิ่นเจิ้น ที่ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตว่า เคยมีรายได้เมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว เฉลี่ยเดือนละ 320 เหรียญสหรัฐ (ราว 9,920 บาท) แต่ปัจจุบันรายได้ขยับเพิ่มขึ้นมาถึง 2,300 เหรียญสหรัฐ (ราว 7.13 หมื่นบาท) นอกจากนี้ เมื่อรวมรายได้กับภรรยาหลังหักภาษีแล้ว ตัวเลขจะพุ่งไปถึงปีละ 5.4 หมื่นเหรียญสหรัฐ (ราว 1.67 ล้านบาท)

“ทุกวันนี้ครอบครัวเรามีอพาร์ตเมนต์ 2 ห้อง โดยแบ่งเป็นห้องหนึ่งไว้อาศัยเอง อีกห้องเอาไว้ให้เช่า และเมื่อปี 2548 ผมก็เพิ่งถอยรถมาใช้คันหนึ่งไว้สำหรับเดินทางไปเที่ยวที่ต่างๆ เพราะครอบครัวเรารักการท่องเที่ยวมาก และบ่อยครั้งที่จะพากันไปหาที่วิวสวยๆ บรรยากาศดีๆ พักผ่อนหย่อนใจกันตามรอบๆ มณฑลกวางตุ้ง” เฉา กล่าว

ด้านผู้แต่งหนังสือไชนีสดรีม ยังระบุว่า การที่ชาวจีนมีรายได้เพิ่มขึ้นนั้น ทำให้ชนชั้นกลางเริ่มหันมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอย ด้วยการซื้อสินค้าและบริการที่ใส่ใจถึงคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และคำนึงถึงชื่อเสียงกันมากขึ้น ซึ่งผลสะท้อนจากพฤติกรรมนี้เอง ก็ยังทำให้ร้านค้าและห้างค้าปลีกจากต่างชาติ ธุรกิจฟิตเนส คลับดูแลสุขภาพต่างๆ ขยายตัวขึ้นราวกับดอกเห็ดไปทั่วทุกเขตเมืองในจีน

โดยเฉพาะสินค้าจำพวกของใช้ฟุ่มเฟือย และของแบรนด์เนมจากฝั่งตะวันตกนั้น ก็กำลังอยู่ในความคลั่งไคล้ของคนรุ่นใหม่ที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปีมากขึ้น เพราะชาวจีนเริ่มมีมุมมองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องชี้วัดถึงการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเป็นดัชนีบ่งชี้ฐานะทางสังคมได้เป็นอย่างดี

นอกจากนั้น กลุ่มคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันมักจะนิยมไม่เก็บออมเงินที่ได้มา เพราะด้วยความที่ยังอาศัยอยู่กับพ่อแม่ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นลูกคนเดียวตามนโยบาย วัน ไชลด์ โพลิซี ดังนั้นจึงไม่เดือดร้อนในเรื่องค่าใช้จ่ายที่ต้องดูแลรับผิดชอบมากนัก และจะเริ่มเก็บออมเมื่อแต่งงานและแยกครอบครัวออกไปแล้ว

เฉินจี้เหิง แพทย์วัย 50 ปี เมืองฉางชา มณฑลหูหนาน ที่ถึงแม้จะไม่ใช่กลุ่มคนรุ่นใหม่ แต่ไลฟ์สไตล์ในการบริโภคสินค้าก็ไม่ต่างไปจากตัวอย่างที่หยิบยกมาข้างต้นแม้แต่น้อย โดย เฉิน เปิดเผยว่า จากรายได้ที่เพิ่มขึ้นถึงเดือนละ 3,000 เหรียญสหรัฐ (ราว 9.3 หมื่นบาท) หรือสูงขึ้น 10 เท่าจากเมื่อ 10 ปีที่แล้วนั้น ทำให้เจ้าตัวคุ้นเคยกับการเลือกซื้อสินค้าแบรนด์เนมจากต่างประเทศมากขึ้น อาทิ นาฬิกาข้อมือกุชชี ราคากว่า 4,700 เหรียญสหรัฐ (ราว 1.49 แสนบาท)เสื้อโค้ตเบอร์เบอร์รี สนนราคา 1,600 เหรียญสหรัฐ (ราว 5 หมื่นบาท) และผ้าพันคอไหมของแอร์เมส 320 เหรียญสหรัฐ (ราว 1 หมื่นบาท)

การใช้ชีวิตของ เฉิน สอดคล้องกับสิ่งที่ หยางกั๋วเหลียง ครูโรงเรียนประถมวัย 51 ปี แห่งเมืองชิงหวงเต่า กล่าวในทิศทางเดียวกันว่า ในอดีตนั้นการเลือกซื้อสินค้าจะคำนึงถึงเรื่องราคาถูกที่สุดและประโยชน์ใช้สอยเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจซื้อ แต่ในปัจจุบันเริ่มหันมาใส่ใจกับคุณภาพและความปลอดภัยเป็นหลัก เช่น หากซื้ออาหารก็จะคำนึงถึงคุณค่าทางโภชนาการที่จะได้รับ หรือถ้าซื้อเสื้อผ้าก็จะคำนึงถึงรูปแบบ สไตล์ และยี่ห้อเป็นหลัก

ทางด้าน เจมส์ รอย นักวิเคราะห์อาวุโสแห่งสถาบันวิจัยการตลาดจีน กล่าวว่า ชาวเมืองมักจะออกไปรับประทานอาหารนอกบ้านกันสัปดาห์ละ 12 ครั้งเป็นอย่างน้อย จนกลายเป็นวิถีชีวิตปกติ ฉะนั้นจึงไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมร้านอาหารจานด่วนจากสหรัฐ เช่น เคเอฟซี หรือพิซซ่าฮัท จะขยายตัวในจีนได้อย่างรวดเร็ว พร้อมกันนี้ รอย ยังได้เสริมอีกว่า ผู้บริโภคโดยทั่วไปในจีนมักจะจดจำในสินค้าแบรนด์เนมดังๆ จากต่างประเทศได้ดีอีกด้วย

“แม่บ้านในจีนจำนวนมากซึ่งส่วนใหญ่มักจะออกไปทำงานนอกบ้าน จะเต็มใจเลือกซื้อสินค้าอุปโภคในครัวเรือนจากผู้ผลิตที่มีชื่อเสียงในต่างประเทศ เช่น พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล(พีแอนด์จี) หรือถ้าเป็นแชมพูก็ต้องของยูนิลีเวอร์” รอย กล่าว

แม้กระทั่งในปัจจุบันที่เริ่มมีข่าวสารกันหนาตาว่า ภาวะเศรษฐกิจจีนเริ่มชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง จากผลกระทบลูกโซ่ของวิกฤตหนี้ยุโรปและภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญของจีน ทว่ารายงานการศึกษาของ แมคคินซีย์ ซึ่งเป็นบริษัทผู้ให้บริการธุรกิจโลจิสติกส์ชื่อดัง กลับออกมาสวนทางกัน

รายงานระบุว่า การบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือยในประเทศจีนกลับเติบโตสวนทางความวิตกทางเศรษฐกิจอย่างสิ้นเชิง และกำลังไล่หลังญี่ปุ่นขึ้นมาเป็นผู้บริโภคสินค้าฟุ่มเฟือยรายใหญ่ที่สุดของโลกแทนญี่ปุ่น ซึ่งในเบื้องต้นคาดว่าภายในปี 2558 ยอดการขายสินค้าฟุ่มเฟือยในจีนจะเพิ่มขึ้นอีก 18% หรือที่ 2.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 8.3 แสนล้านบาท) จากในปี 2552 ซึ่งอยู่ที่ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ(ราว 3.1 แสนล้านบาท)

ทั้งนี้ จากการประเมินในเบื้องต้นของ หวาง ได้คาดการณ์ว่าชนชั้นกลางของชาวจีนในปัจจุบันมีจำนวนเฉลี่ยอยู่ที่ 300 ล้านคน หรือ 25% ของประชากรทั้งประเทศ และในอนาคตจำนวนชนชั้นกลางก็จะเพิ่มขึ้นไปอีกเป็น 700-800 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วน 50-60% ของประชากรทั้งประเทศ

ขณะที่นิตยสารฟอร์บส์ เปิดเผยโดยอ้างรายงานคาดการณ์ของฝ่ายวิจัยประชากรศาสตร์แห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็น) และรายงานของธนาคารโกลด์แมน แซคส์ ระบุตรงกันว่า ภายในปี 2573 ชนชั้นกลางในจีนจะมีมากกว่าชนชั้นกลางในสหรัฐถึง 4 เท่าตัว โดยจีนมีประชากรที่เป็นชนชั้นกลางที่ 1,400 ล้านคน ขณะที่สหรัฐมีเพียงแค่ 3.65 แสนล้านคนเท่านั้น ฉะนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า เหตุใดบริ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท