
โยธาฯรื้อกม.-ผังเมืองเตรียมรับมือภัยพิบัติ
ต้องยอมรับว่าภัยพิบัติจากธรรมชาติเป็นเรื่องที่เข้าใกล้ตัวคนเข้ามาทุกขณะ
โดย...วราพงษ์ ป่านแก้ว
ต้องยอมรับว่าภัยพิบัติจากธรรมชาติเป็นเรื่องที่เข้าใกล้ตัวคนเข้ามาทุกขณะ ไม่ว่าภัยจากน้ำที่คนไทยครึ่งค่อนประเทศเพิ่งผ่านประสบการณ์อันเลวร้ายมาในปีที่แล้ว หรือภัยจากแผ่นดินไหวที่เริ่มส่งสัญญาณรุนแรงขึ้นจนน่าหวั่นใจ ว่าสักวันหนึ่งอาจจะเกิดเหตุร้ายขึ้นในบ้านเราก็มีสิทธิเป็นไปได้ แค่ลองนึกภาพพื้นที่ กทม.และปริมณฑลที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ดินอ่อน มีโอกาสได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวระยะไกลได้ อาคารบ้านเรือนในเมืองหลวงจะอยู่ในสภาพเช่นไร
หน่วยงานหนึ่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับมือภัยพิบัติอย่าง กรมโยธาธิการและผังเมือง ที่มีหน้าที่ดูแลเรื่องความมั่นคงแข็งแรงของอาคารบ้านเรือน หากต้องเจอภัยจากแผ่นดินไหว รวมถึงภารกิจการวางแผน วางผัง ออกข้อกำหนดในการป้องกัน บรรเทาภัยพิบัติจากน้ำ จึงมีบทบาทสำคัญที่จะสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในระดับหนึ่งหากต้องเผชิญหน้ากับภัยพิบัติจากธรรมชาติขึ้นมาจริงๆ
อุดม พัวสกุล อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง จึงมีภาระหนักในช่วง 3 เดือนก่อนเกษียณอายุราชการ เพราะแต่ละเรื่องเป็นงานหินที่ไม่ได้ทำเสร็จแค่ชั่วข้ามคืน ยิ่งอำนาจที่เคยอยู่ในส่วนกลางต้องกระจายไปอยู่ในมือท้องถิ่นที่ยังขาดประสบการณ์ในงานที่เป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง จึงเป็นหน้าที่ที่กรมโยธาฯ จะต้องเข้าไปเป็นพี่เลี้ยง
อธิบดีกรมโยธาฯ กล่าวในเรื่องนี้ว่า ใน 12 ปีที่ผ่านมา ความรุนแรงจากแผ่นดินไหวมีมากขึ้น จึงคิดว่าส่วนท้องถิ่นที่มีโอกาสได้รับผลกระทบใน 22 จังหวัดที่ได้ประกาศกฎกระทรวง กำหนดให้การก่อสร้างอาคารต้องสามารถต้านแผ่นดินไหวได้ ซึ่งออกมาตั้งแต่ปี 2550 จะต้องตระหนักและตื่นตัวเรื่องนี้มากขึ้น จึงได้เชิญตัวแทนจากท้องถิ่นเข้ามาบอกกล่าวถึงแนวทางในการก่อสร้างอาคารในพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหวให้เข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน
สำหรับกฎกระทรวง กำหนดการรับน้ำหนัก ความต้านทาน ความคงทนของอาคาร และพื้นที่รองรับอาคารในการต้านแทนแรงสั่นสะเทือนของแผ่นเดินไหว พ.ศ. 2550 เป็นกฎกระทรวงที่แก้ไขเพิ่มเติมมาจากกฎกระทรวงในปี 2540 เมื่อเห็นว่ามีหลายๆ พื้นที่ที่อาจจะมีความเสี่ยงเพิ่มเติมจากจังหวัดเดิมที่เคยประกาศไว้แค่จังหวัดที่อยู่ใกล้รอยเลื่อนต่างๆ ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว ได้แก่ จ.กาญจนบุรี เชียงราย เชียงใหม่ ตาก น่าน พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง และลำพูน
กฎกระทรวงปี 2550 ได้เพิ่มพื้นที่เสี่ยงขึ้นมาอีก 2 บริเวณ คือ บริเวณเฝ้าระวัง ซึ่งเป็นพื้นที่หรือบริเวณที่อาจได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว ได้แก่ จ.กระบี่ ชุมพร พังงา ภูเก็ต ระนอง สงขลา และสุราษฎร์ธานี ส่วนอีกบริเวณ คือ บริเวณที่พื้นที่เป็นดินอ่อน ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวในระยะไกลได้ ประกอบด้วย กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร
ในแต่ละบริเวณจะมีความเข้มข้นของการควบคุมการก่อสร้างอาคารที่แตกต่างกัน แต่เมื่อได้เกิดแผ่นไหวพื้นที่เฝ้าระวังอย่างภูเก็ตและพังงาเมื่อไม่นานมานี้ จึงต้องมีการปรับปรุงกฎกระทรวงให้รอง รับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
“กรมอยู่ระหว่างการพิจารณาแก้ไขกฎกระทรวงเพิ่มเติม เพื่อให้พื้นที่เฝ้าระวังซึ่งคือจังหวัดในภาคใต้ ที่มีความเข้มข้นในมาตรฐานการก่อสร้างน้อยกว่าพื้นที่ใกล้รอยเลื่อนทางภาคเหนือให้มีความเข้มข้นเท่าๆ กัน”
ในขณะเดียวกันอาคารบ้านเรือนที่สร้างก่อนที่กฎกระทรวงจะมีผลบังคับใช้ ซึ่งมีอยู่จำนวนมากที่ไม่ต้องก่อสร้างโดยคำนวณการต้านแผ่นดินไหวซึ่งอาจจะเกิดปัญหาขึ้นได้ จึงมีการออกกฎกระทรวงให้อาคารเหล่านี้สามารถเพิ่มความมั่นคงแข็งแรงรองรับแผ่นดินไหวได้ โดยจะไม่ถือว่าเป็นการดัดแปลง ซึ่งจะทำให้การขออนุญาตคล่องตัวขึ้น
นั่นคือ 2 มาตรการที่จะนำมาใช้เพิ่มเติมในการรองรับภัยจากแผ่นดินไหว ส่วนแนวทางการออกมาตรการทา ผังเมืองเพื่อช่วยแก้ไขและบรรเทาปัญหาจากน้ำท่วม ซึ่งกรมโยธาฯ มีส่วนสนับสนุนตามภารกิจของกรม คือ การนำผังเมืองมาใช้ในการป้องกันและบรรเทาปัญหา โดยที่ผ่านมาผังเมืองจะมี 2 มิติ คือ การใช้ประโยชน์ที่ดินและโครงข่ายคมนาคม สาธารณูปโภคต่างๆ แต่ต่อไปในผังเมืองจะมีเรื่องของระดับพื้นที่ ทางน้ำไหล การตั้งถิ่นฐานของชุมชนเข้าไปด้วย
ในเบื้องต้น กรมได้เร่งปรับปรุงผังในจังหวัดที่เป็นพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ได้แก่ จังหวัดในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลุ่มแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน แม่น้ำท่าจีน และป่าสัก ที่จะเร่งดำเนินการก่อน โดยในแต่ละผังจะมีข้อกำหนดที่แตกต่างกันไปตามเงื่อนไขของแต่ละพื้นที่ เช่น การเพิ่มระยะถอยร่นริมน้ำ การใช้ประโยชน์ที่ดิน เป็นต้น ซึ่งในแต่ละผังจะใช้เวลาในการร่างแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของแต่ละจังหวัดและความร่วมมือของทุกภาคส่วน
แม้จะไม่ง่ายที่จะทำให้สำเร็จในเวลาสั้นๆ แต่อย่างน้อยๆ ก็เป็นการเตรียมการเอาไว้ หากภัยมาจะได้ผ่อนหนักให้กลายเป็นเบา







