
โต้งเดินหน้ากู้2ล้านล.กรณ์ค้านทุจริตได้ง่าย
“กิตติรัตน์” เดินหน้าแผนกู้เงิน 1.62 ล้านล้านบาท เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ท่าเรือ รถไฟ “กรณ์” ค้านทุจริตง่าย
“กิตติรัตน์” เดินหน้าแผนกู้เงิน 1.62 ล้านล้านบาท เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ท่าเรือ รถไฟ “กรณ์” ค้านทุจริตง่าย
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวว่า หลังเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งในประเทศไทย 15 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานน้อยมาก ทำให้ในขณะนี้รัฐบาลจำเป็นต้องเป็นผู้นำในการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งการลงทุนดังกล่าวจะทำให้มีผลตอบแทนด้านธุรกิจเพิ่มขึ้น และในขณะนี้ถือว่าเป็นเวลาที่เหมาะสมในการลงทุน โดยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานจะช่วยรับมือวิกฤตเศรษฐกิจ โลกได้ ซึ่งหากมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน คาดว่ารัฐบาลจะกู้เงินในระยะเวลา 7 ปี เป็นวงเงิน 1.62 ล้านล้านบาท
สำหรับเงินกู้ดังกล่าวจะนำมาสร้างท่าเรือน้ำลึก การขนส่งระบบราง โดยส่วนใหญ่จะเป็นโครงการระยะยาว แต่จะต้องเร่งดำเนินการโดยเร็วที่สุด เนื่องจากใช้ระยะเวลาก่อสร้างเป็นเวลานาน
ด้านนายกรณ์ จาติกวณิช สส.พรรคประชาธิปัตย์ อดีต รมว.คลัง กล่าวว่า สนับสนุนนโยบายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล แต่ไม่เห็นด้วยกับการออก พ.ร.บ.กู้เงินมาใช้ในโครงการ ที่ผ่านมารัฐบาลก็มีบทเรียนออก พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท ว่ามีความจำเป็นเร่งด่วน แต่ผ่านมาครึ่งปียังไม่ได้เบิกจ่ายใช้เงิน
“ไม่มีเหตุผลที่รัฐบาลจะต้องออก พ.ร.บ.กู้เงินเพิ่ม เพราะเงินในงบประมาณมีเพียงพอ มีระบบตรวจสอบ ทำให้เกิดความโปร่งใสมาก กว่า การใช้เงินนอกงบประมาณเป็นเรื่องที่น่าเป็นเรื่องหากไปดำเนินในโครงการที่เป็นเรื่องการเมืองเกิดปัญหาทุจริต จะทำให้มีปัญหาใช้เงินไม่คุ้มค่า” นายกรณ์ กล่าว
ขณะที่นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า ปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะอยู่ที่ 42% ของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) สิ้นปีนี้จะอยู่ที่ไม่เกิน 45% ของจีดีพี และปีหน้าจะอยู่ที่ 50% ยังมีช่องว่างกู้ได้อีก 2 ล้านล้านบาท สัดส่วนหนี้จะถึง 60% สำหรับแผนการกู้ของรัฐบาลเพิ่ม 1.62 ล้านล้านบาท จะทำให้สัดส่วนหนี้เพิ่มขึ้นเป็น 60% ของจีดีพีหรือไม่ขึ้นอยู่กับการใช้เงินและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หากยังขยายตัวได้ 56% สัดส่วนหนี้ก็ลดลง แต่หากเศษฐกิจขยายตัวไม่ถึงสัดส่วนหนี้ก็จะเพิ่มสูงขึ้นได้







