posttoday
ทบทวน15ปีวิกฤตเศรษฐกิจไทย 2540ตอนที่ 1 โครงสร้างการเมือง

ทบทวน15ปีวิกฤตเศรษฐกิจไทย 2540ตอนที่ 1 โครงสร้างการเมือง

29 มิถุนายน 2555

วิกฤตเศรษฐกิจไทยในปี 2540 เป็นหลักหมุดสำคัญที่สุดของคนไทยในสมัยนั้น เพราะนำพาซึ่งการเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งและกว้างไกลของชีวิตคนจำนวนมากและโครงสร้างเศรษฐกิจไทย

วิกฤตเศรษฐกิจไทยในปี 2540 เป็นหลักหมุดสำคัญที่สุดของคนไทยในสมัยนั้น เพราะนำพาซึ่งการเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งและกว้างไกลของชีวิตคนจำนวนมากและโครงสร้างเศรษฐกิจไทย

ในโอกาสครบรอบ 15 ปีหลังวิกฤต 2540 ผมจะเขียนบทความทบทวนใน 3 ประเด็น คือ โครงสร้างการเมือง โครงสร้างเศรษฐกิจการเงิน และข้อคิดเพื่อการลงทุน

หลังวิกฤต 2540 ไม่นาน ภาคสังคมไทยมองความล้มเหลวของวิกฤต 2540 มาจากรัฐบาลที่ประกอบไปด้วยหลายพรรคการเมือง จนทำให้นายกรัฐมนตรีขาดความเข้มแข็งในการบริหารประเทศ เพราะผู้นำรัฐบาลต้องทำหน้าที่ต่อรองทางการเมืองกับกลุ่มก๊วนทางการเมืองตลอดเวลา ในขณะที่ข้าราชการโดยเฉพาะผู้กุมอำนาจบริหารนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ (เทคโนแครต) ในสมัยนั้น ล้วนพากันอิงแอบกลุ่มอิทธิพลทางการเมืองหรือมุ้งการเมืองต่างๆ เพื่อคานอำนาจกับรัฐบาลที่อ่อนแอ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดในเชิงลบคือความสัมพันธ์ของนักการเมืองกลุ่ม 16 กับเทคโนแครตทางการเงินการคลังที่ผลลัพธ์คือหนี้เสียมหาศาลของธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ (BBC)

หลัง ก.ค. 2540 มีการรณรงค์ให้รับร่างรัฐธรรมนูญ 2540 แต่ในที่สุด ด้วยผลพวงจากวิกฤต 2540 ประชาสังคมไทยในขณะนั้นก็กดดันให้นักการเมืองต้องรับร่างรัฐธรรมนูญ 2540 โดยชัยชนะที่ชัดเจนคือเสียงกล่าวของผู้ต่อต้านรัฐธรรมนูญ 2540 คนสำคัญอย่างนายเสนาะ เทียนทองที่ต้องกล่าวรับร่างรัฐธรรมนูญ 2540 ในรัฐสภา

ด้วยขนาดของวิกฤตที่ใหญ่และส่งผลลบต่อทุกภาคส่วน นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นคือ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ต้องลาออกและเปิดทางให้พรรคประชาธิปัตย์โดย ชวน หลีกภัย ขึ้นบริหารประเทศแทน โดยรัฐบาลชวนเน้นการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจตามคำแนะนำของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) อย่างเคร่งครัด และเดินหน้าปฏิบัติตามฉันทามติวอชิงตัน (Washington Consensus) ที่เน้นการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจและการค้า การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และการเปิดเสรีทางการเงิน และการลดบทบาทของรัฐในการแทรกแซงทางเศรษฐกิจ

แม้ว่า ชวน หลีกภัย จะได้รับการยกย่องจากสื่อมวลชนตะวันตกว่าเป็น “เด็กดีของ IMF และชาติตะวันตก” แตกต่างจากเด็กเกเรในสายตาสื่อตะวันตก เช่น มหาเธร์ โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีมาเลเซียในขณะนั้น แต่กลุ่มทุนในประเทศและประชาชนไทยจำนวนมากกลับไม่พอใจการดำเนินนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ที่ปฏิบัติตามการบงการของ IMF โดยไม่ได้ต่อรองให้มากพอเพื่อรักษาผลประโยชน์ประเทศ อย่างไรก็ตาม ในตอนนั้นรัฐบาลไทยมีความพยายามระดับหนึ่งในการลดทอนความเข้มงวดของมาตรการ IMF ผ่านการต่อรองในจดหมายแสดงเจตจำนง (Letter of Intent) ที่เป็นเสมือนคำสั่งของ IMF ให้รัฐบาลไทยต้องปฏิบัติตาม

ความไม่พอใจในการดำเนินนโยบายตาม IMF ใช่จะเกิดขึ้นจากภาคธุรกิจและประชาชน หากแต่นักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ตอนนั้นบางคน อาทิ ศุภชัย พานิชภักดิ์ และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการดำเนินนโยบายตาม IMF อย่างเคร่งครัด

แต่รัฐบาลและรัฐมนตรีกระทรวงการคลังในตอนนั้น ซึ่งก็คือ ธารินทร์ นิมมานเหมินท์ กลับยึดมั่นแนวทาง IMF เพราะเชื่อว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้อง แม้ว่าหลังจากนั้นในหลายปีต่อมากรรมการผู้จัดการของ IMF และหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ IMF หลายต่อหลายคนจะออกมายอมรับว่ามาตรการในตอนนั้นมีความผิดพลาด แต่ในไทยไม่มีนักการเมืองออกมารับผิด ซึ่งภาคธุรกิจและประชาสังคมไทยได้ลงโทษรัฐบาลผ่านการเลือกตั้งครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540 ในปี 2544 คือ พรรคไทยรักไทย ที่นโยบายเศรษฐกิจต่างจากพรรคประชาธิปัตย์ ชนะถล่มทลาย และเกิดการเปลี่ยนแปลงมโหฬาร

รัฐธรรมนูญ 2540 ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองไทยขนานใหญ่ เพราะส่งเสริมพรรคการเมืองขนาดใหญ่และเพิ่มอำนาจสิทธิของประชาชนผ่านระบบการเลือกตั้ง เพราะเปิดให้ประชาชนลงคะแนนเสียงเลือก สส. ทั้งระบบเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อ ซึ่งในที่สุดนำไปสู่การเกิดพรรคการเมืองขนาดใหญ่อย่างพรรคไทยรักไทย ซึ่งประสบความสำเร็จในการฟื้นเศรษฐกิจ และพรรคไทยรักไทย ได้ใช้ประสิทธิภาพในการบริหารประเทศอันเป็นผลจากรัฐธรรมนูญ 2540 อย่างเต็มที่ ผลคือนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร และพรรคได้รับความนิยมจากประชาชนมากจนสามารถควบรวมพรรคการเมืองขนาดรองๆ ที่ไม่ใช่พรรคประชาธิปัตย์ จนมีความเป็นไปได้สูงที่ไทยจะเป็นการแข่งขัน 2 พรรคระหว่างไทยรักไทยกับประชาธิปัตย์

ในความเป็นจริง โครงสร้างทางการเมืองไทยมิได้ขึ้นอยู่กับพรรคการเมืองเพียงอย่างเดียว หากแต่ขึ้นอยู่กลุ่มการเมืองที่อยู่นอกระบบการเลือกตั้งด้วย การขยายตัวของพรรคไทยรักไทยในระบบรัฐสภาเสมือนเป็นการคุกคามกลุ่มอำนาจนอกระบบเลือกตั้ง และเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ประสบเรื่องอื้อฉาวของการใช้อำนาจเกินขอบเขตและข้อครหาการคอร์รัปชัน กลุ่มอำนาจนอกระบบเลือกตั้งซึ่งมิสามารถใช้ทางเลือกในระบบรัฐสภาโค่นพรรคไทยรักไทยได้ จึงสบโอกาสจับมือกับชนชั้นกลางในเมืองบางส่วนโค่นพรรคไทยรักไทยผ่านการรัฐประหาร 2549 แต่ด้วยโครงสร้างการเมืองไทยที่เปลี่ยนไปมากหลังวิกฤต 2540 รัฐประหารจึงไม่ใช่ทางออกของปัญหาดังเช่นในอดีต หากแต่นำไปสู่วิกฤตการเมืองไทยที่ร้ายแรงที่สุดซึ่งยังคงยืดเยื้อจนถึงปัจจุบัน

หมายเหตุ : บทความชุดนี้มี 3 ตอน เนื้อหาในบทความเป็นความคิดเห็นส่วนตัวไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานที่สังกัด

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท