
ประกันส่งออก...มีไว้ไม่เสี่ยง
วิกฤตการเงินยุโรปซึ่งยังไร้ทางออกที่ชัดเจนและมีแนวโน้มจะลุกลามเป็นไฟลามทุ่ง
โดย...ดำรงเกียรติ มาลา
วิกฤตการเงินยุโรปซึ่งยังไร้ทางออกที่ชัดเจนและมีแนวโน้มจะลุกลามเป็นไฟลามทุ่ง กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากกว่า 65-70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไทยผูกโยงอยู่กับภาคการส่งออก จนทำให้หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าการส่งออกในปีนี้จะเติบโตได้ต่ำกว่าเป้าที่ 15%
ตัวเลขการส่งออกที่หดตัวลงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะเป็นการลดลงจากอุปสงค์ แต่สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าในขณะนี้คือสัญญาณการขอเลื่อนเทอมชำระจาก 30 วัน เป็น 60 วัน และ 90 วัน จนกลายเป็นการผิดนัดชำระค่าสินค้าจากผู้ส่งออกไทยที่เพิ่มขึ้น
ในภาวะเช่นนี้ เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากการไม่ได้รับชำระเงินค่าสินค้าจากผู้ซื้อหรือธนาคารผู้ซื้อในต่างประเทศอย่าง “ประกันการส่งออก” (Trade Credit Insurance) จึงเริ่มกลับเข้ามาเป็นที่สนใจของผู้ส่งออกอีกครั้ง เหมือนกลับไปสู่เมื่อครั้งเกิดวิกฤตการเงินครั้งใหญ่ในสหรัฐเมื่อปี 2551
จารุพัฒน์ พานิชยิ่ง ผู้อำนวยการฝ่ายรับประกันการส่งออก ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) เปิดเผยว่า ช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ธนาคารมียอดเคลมประกันส่งออกเข้ามาแล้วถึง 20 ล้านบาท สูงขึ้น 5 เท่าจากปีที่ผ่านมาซึ่งมียอดเคลมทั้งปีเพียง 4 ล้านบาท นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบการขอเคลมประกันของลูกค้าอยู่อีกราว 60 ล้านบาท
“ยอดเคลมที่เพิ่มขึ้นสะท้อนในเห็นถึงวิกฤตการเงินในยูโรโซนที่รุนแรงขึ้น โดยยอดเคลมส่วนใหญ่มาจากยุโรป เช่น อังกฤษ เยอรมนี นอกจากนี้ยังมีสัญญาณการขอยืดเทอมชำระสินค้าจากยุโรป รวมถึงจีนและฮ่องกงที่เพิ่มขึ้นชัดเจน จึงคาดว่าในปีนี้จะมียอดเคลมเข้ามาไม่ต่ำกว่า 80100 ล้านบาท” จารุพัฒน์ กล่าว
ขณะเดียวกัน ผู้ส่งออกก็เริ่มหันมาสนใจทำประกันส่งออกกับธนาคารมากขึ้น โดย 5 เดือนแรกมีมูลค่ารับประกันรวมแล้ว 6.3 หมื่นล้านบาท โดยคาดว่าทั้งปีจะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1.1 แสนล้านบาท แบ่งเป็นในภูมิภาคอาเซียน 40% สหรัฐ 20% และยูโรโซน 13% คิดเป็นยอดพรีเมียมประมาณ 205210 ล้านบาท
“ธุรกิจเริ่มกังวลกันบ้างแล้ว เพราะบางรายถูกผู้ซื้อที่ค้าขายกันมาหลายสิบปีไม่จ่ายหรือขอยืดเวลาชำระ บางรายก็ไม่มั่นใจธนาคารต่างชาติที่ไปเปิดแอล/ซีไว้ เพราะหลายธนาคารถูกปรับลดเครดิต หากถูกเลื่อนเวลาชำระไปเรื่อยๆ เขาก็ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น” จารุพัฒน์ กล่าว
จารุพัฒน์ ประเมินว่า สถานการณ์ในยุโรปมีโอกาสจะยกระดับเข้าสู่ความรุนแรงขึ้นได้อีกหากสถาบันการเงินในยุโรปยังถูกลดเครดิตลง เนื่องจากสถาบันการเงินเหล่านั้นจะเริ่มดึงสินเชื่อ สภาพคล่องในภูมิภาคจะยิ่งตึงตัวทำให้อาจไม่มีเงินมาจ่ายผู้ส่งออกไทยจนต้องยกเลิกคำสั่งซื้อในที่สุด ซึ่งในกรณีเลวร้ายอาจทำให้การส่งออกในปีนี้หดตัวเหลือเพียง 56%
“ช่วงนี้ผู้ส่งออกควรติดตามผู้ซื้ออย่างใกล้ชิด นอกจากนี้จะต้องเข้าใจกฎหมายในแต่ละประเทศซึ่งแตกต่างกันด้วย เช่น กระบวนการล้มละลายของไทยอาจกินเวลา 3 ปี ในอังกฤษอาจกินเวลาแค่วันเดียว ในญี่ปุ่นหากบริษัทเช็คเด้ง 2 ครั้ง จะถูกระงับการทำธุรกรรมทันที ซึ่งเรื่องเหล่านี้มีผลมาก” จารุพัฒน์ กล่าว
ทั้งนี้ ปัจจุบันเอ็กซิมแบงก์ถือเป็นหน่วยงานของไทยเพียงแห่งเดียวที่ให้บริการประกันการส่งออก ที่ป้องกันความเสี่ยงจากการไม่ได้รับชำระเงินค่าสินค้าจากผู้ซื้อหรือธนาคารผู้ซื้อในต่างประเทศสำหรับกำหนดเวลาการชำระเงินไม่เกิน 180 วัน
โดยจะคุ้มครองความเสี่ยงทางการค้าและความเสี่ยงทางการเมือง และจ่ายค่าสินไหมทดแทนในกรณีที่ส่งสินค้าไปยังผู้ซื้อแล้วแต่ไม่ได้รับชำระเงินค่าสินค้าในอัตราความคุ้มครองสูงสุด 90% ของความเสียหายที่เกิดขึ้น รวมทั้งตรวจ สอบความน่าเชื่อถือของผู้ซื้อหรือธนาคารผู้ซื้อ ตลอดจนติดตามหนี้ให้ในกรณีที่เกิดปัญหา
อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจล่าสุดพบว่าสัดส่วนการทำประกันส่งออกของธุรกิจไทยยังมีสัดส่วนที่ต่ำกว่า 1% ของมูลค่าการส่งออกรวม โดยมีธุรกิจกว่า 50% ที่ชำระเงินกันโดยตรง และมีเพียง 20% ที่มีการเปิดแอล/ซี ดังนั้นจึงอยากแนะนำให้ธุรกิจหันมาทำประกันส่งออกเพื่อปิดความเสี่ยงในภาวะผันผวน
นอกจากนี้ ธุรกิจจะได้ประโยชน์จากการนำประกันนี้ไปใช้เป็นหลักประกันขอวงเงินสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ได้ด้วย
“เอ็กซิมแบงก์พยายามจะโปรโมตผ่านธนาคารพาณิชย์ที่เซ็นเอ็มโอยูร่วมกันไว้ เพราะปัจจุบันสัดส่วนลูกค้าที่มาจากธนาคารพาณิชย์ยังมีเพียง 1015% โดยธนาคารจะพยายามเปิดกว้างรับลูกค้าให้ได้มากที่สุด เว้นแต่ว่าคู่ค้ารายนั้นไม่ไหวแล้วจริงๆ เพราะในแง่ผู้รับประกันเราก็ต้องประเมินความเสี่ยง” จารุพัฒน์ กล่าว
จารุพัฒน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้ว่าความเสี่ยงจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกและยุโรปจะเพิ่มสูงขึ้น แต่ธนาคารยังไม่มีนโยบายปรับเบี้ยประกันขึ้นในปีนี้ โดยยังคิดเบี้ยประกันในกลุ่มอียู สหรัฐและญี่ปุ่นอยู่ที่ 0.250.4% ของมูลค่าการส่งออก ขณะที่จีนคิดเบี้ยประกันอยู่ที่ 0.50.7%
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลายคาดว่าในปีหน้าอาจมีการพิจารณาปรับเบี้ยเพิ่มขึ้นอีก 510%
ดังนั้น ช่วงนี้จึงอาจถือได้ว่าเป็นนาทีทองของธุรกิจไทยที่คิดจะทำประกันส่งออกเพื่อปิดความเสี่ยงและสร้างความมั่นใจว่าสินค้าที่ส่งออกไปจะไม่สูญเปล่าอย่างแน่นอน







