
ซีเล็คทูน่าตรึงราคาดึงคนกินเพิ่ม
พร้อมทุ่ม100ล้านโหมตลาด หวังขึ้นแท่นผู้นำเอเชียใน5ปี
พร้อมทุ่ม100ล้านโหมตลาด หวังขึ้นแท่นผู้นำเอเชียใน5ปี
ธีร์ โฮลดิ้ง ยันไม่ปรับราคาขาย แม้ต้นทุนปลาเพิ่มขึ้นเท่าตัว โหมบุกตลาดทูน่ากระป๋องในประเทศ หลังคนไทยบริโภคต่ำ ตั้งเป้า 5 ปี โกยรายได้เท่าตัว
นายวิชัย เอี่ยมแสงจันทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธีร์ โฮลดิ้ง ผู้ทำตลาดผลิตภัณฑ์ซีเล็คทูน่า ปลาเส้นฟิชโช และอาหารสัตว์เบลลอตต้า ในเครือบริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ หรือทียูเอฟ เปิดเผยว่า บริษัทยังไม่มีแผนจะปรับราคาสินค้าแบรนด์ซีเล็คทูน่าเพิ่มขึ้นในขณะนี้ แม้ว่าภาพรวมต้นทุนจะมีการปรับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะต้นทุนการนำเข้าปลาทูน่าที่มีการปรับเพิ่มขึ้นถึงเท่าตัว จากตันละ 1,000 เหรียญสหรัฐ เป็นตันละ 2,000 เหรียญสหรัฐ เนื่องจากบริษัทแม่ ทียูเอฟ ยังสามารถบริหารจัดการต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นได้ ประกอบกับที่ผ่านมาได้มีการนำเครื่องจักรเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตสินค้า จึงทำให้ยังสามารถแบกรับต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นได้
สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจในปีนี้นั้น บริษัทได้ใช้งบ 100 ล้านบาท ในการปรับภาพลักษณ์บรรจุภัณฑ์ใหม่ทั้งหมดของซีเล็คทูน่า 7 ชนิด เพื่อให้สินค้ามีความทันสมัย ซึ่งการปรับภาพลักษณ์ดังกล่าวถือเป็นการปรับครั้งใหญ่ในรอบ 20 ปีของการทำแบรนด์ซีเล็คทูน่า
อย่างไรก็ตาม การออกมาทำกิจกรรมทางการตลาดดังกล่าวถือเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดปลาทูน่ากระป๋อง ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ประมาณ 45% ของตลาดรวมทูน่าประมาณ 600-700 ล้านบาท ถือว่ายังมีการบริโภคค่อนข้างต่ำ คาดว่าสิ้นปีจะมีส่วนแบ่งการตลาดขยับเพิ่มเป็น 50% ของตลาดรวมที่จะมีมูลค่าเพิ่มเป็น 1,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการผลักดันให้ภาพรวมตลาดมีอัตราการเติบโตที่สูงขึ้นเฉลี่ย 30% จากปกติภาพรวมตลาดทูน่าจะมีอัตราการเติบโตต่อปีเพียง 15-20%
นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะส่งออกสินค้าซีเล็คทูน่าเข้าไปทำตลาดต่างประเทศมากขึ้น ภายหลังจากทดลองส่งออกสินค้าเข้าไปทำตลาดในตลาดอินโดจีนมานาน 2 ปี ได้ผลการตอบรับเป็นที่น่าพอใจ นับจากนี้ไปบริษัทจะให้ความสำคัญกับประเทศต่างๆ ในอาเซียนมากขึ้น เพื่อผลักดันให้สัดส่วนรายได้จากการส่งออกเพิ่มเป็น 40% จากปัจจุบันมีสัดส่วนไม่ถึง 10%
ขณะเดียวกัน จากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558 คาดว่าจะผลักดันให้แบรนด์ซีเล็คทูน่าเป็นแบรนด์แชมป์เปียนของเอเชียภายใน 5 ปีข้างหน้า และมีรายได้รวมเพิ่มขึ้นเท่าตัว หรือไม่ต่ำกว่า 4,000 ล้านบาท จากในปีนี้ที่จะมีรายได้รวม อยู่ที่ 2,000 ล้านบาท ซึ่งจะมีอัตราการเติบโต 20% ต่อปี







