
'ซีพี' มองครึ่งปีหลัง ผ่านวิกฤตยูโร6ปัญหา-11โอกาส
เศรษฐกิจประเทศไทยที่กำลังเคลื่อนสู่ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ หลายฝ่ายต่างเฝ้าจับตามองเป็นพิเศษ
เศรษฐกิจประเทศไทยที่กำลังเคลื่อนสู่ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ หลายฝ่ายต่างเฝ้าจับตามองเป็นพิเศษ
ต่อปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจทางการเงินที่กำลังลุกลามในยุโรป หรือ “ยูโรโซน” ในกลุ่มประเทศสมาชิกที่ใช้เงินแลกเปลี่ยนสกุลเดียวกัน รวมถึงการใช้นโยบายทางการเงินและการคลังร่วมกัน ซึ่งหวั่นว่าจะลุกลามหรือกระทบยังเศรษฐกิจในประเทศไทยหรือไม่
จากงานเสวนามุมเศรษฐกิจกับซีพี ในหัวข้อ “วิกฤตการณ์ยูโรโซน : ปัญหาผลกระทบและทาง ออก” โดย รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (พีไอเอ็ม) ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เมื่อ วันที่ 26 มิ.ย.ที่ผ่านมา
สมภพ กล่าวว่าวิกฤตยูโรโซนที่ก่อให้เกิดหนี้พอกพูนนั้นมาจากนโยบายและมาตรการทางการคลัง เช่น การก่อหนี้สาธารณะของรัฐบาลประเทศต่างๆ นโยบายการเงินจากการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบของทั้งธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และสถาบันที่เกี่ยวข้องอื่นๆ รวมถึงการที่สเปน อิตาลี ปล่อยกู้ธุรกรรมทางการเงินกับกรีซและโปรตุเกสมาก ส่วนเยอรมนีและฝรั่งเศสมีธุรกรรมทางการเงินและปล่อยกู้กับรัฐบาลและสถาบันทางการเงินอิตาลีและสเปนมาก
สำหรับไทยนั้น หากยุโรปมีปัญหาก็จะกระทบกับการค้าที่มีมูลค่าเทียบเท่ากับ 6.9% ของจีดีพี แต่ประเทศอื่นๆ ในเอเชียก็จะได้รับผลกระทบด้วย เนื่องจากไทยก็ส่งออกไปประเทศต่างๆ ด้วย โดยผลกระทบอีกทางหนึ่ง คือ การตึงตัวของสภาพคล่องทางและการปล่อยกู้ของธนาคารยุโรป จากการที่ธนาคารยุโรปต้องดึงกลับเงินกู้และสภาพคล่องที่กระจายอยู่ในเอเชียกลับสู่ประเทศของยุโรป
ดังนั้น ข้อควรระวังของเศรษฐกิจไทยในครึ่งหลังปี 2555 นี้ ประกอบด้วยทั้งปัจจัยภายในและภายนอก โดยมียุทธศาสตร์และกลยุทธ์ที่ถูกต้องตามพลวัตโลก ซึ่งต้องเตรียมองค์กรให้พร้อม การเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการสื่อสารทั้งภายในและนอกองค์กร รวมถึงการบริหารคนในองค์กร โดยเตรียมความพร้อมของ “เอชอาร์” ภายใต้พลวัตโลกและที่ความสำคัญการบริหารความขัดแย้งให้มีประสิทธิภาพ
ปัญหาในประเทศที่ต้องระวังใน 6 เรื่อง คือ 1.ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง 2.การบริหารช่วงเปลี่ยนผ่านจากค่าจ้างขั้นต่ำและนโยบายประกันเงินฝากที่จะเริ่มใช้ในเดือน ส.ค.นี้ 3.ระวังฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตกจากซัพพลายมากกว่าดีมานด์ 4.การขยายตัวของกรุงเทพมหานคร (กทม.) และเมืองใหญ่ 5.จับตามาตรการป้องกันปัญหาจากภาระนโยบายประชานิยม และ 6.การส่งออกของประเทศในภาพรวมจาก 5 เดือนแรกยังติดลบ 1.46%
อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีจุดแข็ง 11 ด้าน ประกอบด้วย 1.ไทยยังมีทุนสำรอง 60% ของจีดีพีประเทศ หรือราวกว่า 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ 2.อัตราเงินเฟ้อ 2% ที่ยังต่ำกว่าดอกเบี้ยนโยบาย (อาร์พี) 3.ธุรกิจเอกชนไทยจำนวนมากที่ยังมีสภาพคล่องสูง 4.ภาวะหนี้ต่างประเทศต่ำกว่าทุนสำรอง 5 เท่า 5.ภาพลักษณ์ประเทศไทยด้านดัชนีเศรษฐกิจมหภาคที่ยังดีกว่าประเทศอื่นหากไม่รวมด้านการเมือง 6.หนี้ต่อทุนของเอกชนที่ยังต่ำอยู่
ประการที่ 7.หนี้สาธารณะไทย ในสัดส่วน 46% ของจีดีพีประเทศ ซึ่งหากรัฐบาลยังรักษาระดับดังกล่าวไว้ได้อย่างต่อเนื่องและไม่ก่อหนี้เพิ่มในอนาคต จะทำให้ไทยมีเสถียรภาพแตกต่างจากยูโรโซนมาก ซึ่งรัฐบาลจะต้องบริหารจัดการให้ดี 8.ปัญหาการว่างงานในไทยไม่ถึง 1% ในวัยทำงาน ขณะที่ยูโรโซนมีอัตราว่างงานสูงถึง 2 เท่า 9.โอกาสในการใช้เออีซีเป็นยุทธศาสตร์ โดยให้ไทยเป็น “เมนแลนด์” ของประเทศเพื่อนบ้านลุ่มน้ำโขง (จีเอ็มเอส) 10.การใช้โอกาสจากการเปลี่ยนถ่ายทางเศรษฐกิจจากภาคการผลิตสู่ภาคบริการ และสุดท้าย 11.เงินคงคลังในประเทศที่มีอยู่กว่า 5.5 แสนล้านบาท ซึ่งรัฐไม่ควรนำไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือย







