
กรมชลฯมั่นใจรับมือน้ำอยู่
กรมชลฯ เปิดผังจราจรน้ำพร้อมรับมืออุทกภัย 2555 น้ำเข้านครสวรรค์เกิน 3,500 ลบ.ม./วินาที ตัดเข้าพื้นที่รับน้ำทันที
กรมชลฯ เปิดผังจราจรน้ำพร้อมรับมืออุทกภัย 2555 น้ำเข้านครสวรรค์เกิน 3,500 ลบ.ม./วินาที ตัดเข้าพื้นที่รับน้ำทันที
นายทองเปลว กองจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทานได้เตรียมแผนรับมืออุทกภัยปี 2555 กรณีปริมาณน้ำเท่ากับปี 2554 ไว้แล้วตามแผนที่คณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.) ได้วางไว้ รวมทั้งการจัดทำผังการจราจรน้ำไว้แล้ว โดยปริมาณน้ำที่ต้องเฝ้าระวังที่ จ.นครสวรรค์ จะอยู่ที่ระดับ 3,500 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที ซึ่งหากมีปริมาณน้ำจำนวนดังกล่าวเข้าในจุดเฝ้าระวังจะมีการตัดยอดน้ำเข้าพื้นที่ต่างๆ ตามแผน
“ขณะนี้สำนักชลประทานในพื้นที่เป้าหมายได้ประสานเกษตรกรให้เร่งเก็บเกี่ยวข้าวให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 1 ส.ค. เพื่อเตรียมพื้นที่ไว้เป็นแก้มลิง โดยจะตัดยอดน้ำเข้าทุ่งต่างๆ ใน จ.ชัยนาท อ่างทอง สิงห์บุรี พระนครศรีอยุธยา ฯลฯ” นายทองเปลว กล่าว
ทั้งนี้ เชื่อว่าซึ่งปริมาณน้ำที่จะ ควบคุมไว้ ที่จังหวัดนครสวรรค์ที่ 3,500 ลบ.ม.ต่อวินาที ประตูระบายน้ำชัยนามที่ระดับ 2,800ลบ.ม.ต่อวินามี และบางไทร ในระดับ 3,500 ลบ.ม.ต่อวินาที เนื่องจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านบางไทรลงมายังกทม.ระดับที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,800 ลบ.ม.ต่อวินาที ซึ่งหากปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านจุดเฝ้าระวังดังกล่าวจะตัดยอดน้ำเข้าทุ่งแก้มลิง ซึ่งในปีนี้เมื่อมีการบูรณาการฐานข้อมูลน้ำจากทุกลุ่มน้ำจะทำให้การบริหารจัดการน้ำในภาพรวมสามารถควบคุมได้ และหากไม่ผิดจากที่กรมอุตุฯ คาดปีนี้ก็จะไม่น่าห่วง แต่ปีหน้าอาจจะมีปัญหาแล้งได้ ซึ่งในเรื่องนี้จะมีการหารือกันอีกครั้ง “นายทองเปลวกล่าว
ทั้งนี้ กรมชลฯ ได้เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำตามแนวทางที่ กนอช.ได้สั่งการไว้ครบแล้วตั้งแต่ต้นน้ำคือการพร่องน้ำในเขื่อนใหญ่โดยเฉพาะเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ที่ปัจจุบันมีปริมาณน้ำอยู่ที่ประมาณ 51% ของความจุเขื่อน เพื่อเตรียมรับปริมาณน้ำฝนที่จะเข้ามาใหม่ โดยมีพื้นที่ว่างของเขื่อนใหญ่ประมาณ 1.2 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ส่วนกลางน้ำได้เตรียมพื้นที่ชะลอน้ำหรือแก้มลิง 2.14 ล้านไร่ เพื่อชะลอน้ำ 5,000 ล้าน ลบ.ม. ตามเป้าหมายของ กนอช. ซึ่งจะเป็นพื้นที่ใดบ้างนั้นนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีจะเป็นผู้กำหนด และปลายน้ำได้เร่งติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ เครื่องสูบน้ำและอาคารบังคับน้ำ ซึ่งจะทำให้มีศักยภาพระบายน้ำออกสู่ทะเลได้วันละประมาณ 154 ล้าน ลบ.ม.ต่อวันจากเดิมที่ระบายได้เพียง 77 ล้านลบ.ม.ต่อวัน







