
แนะลงทุนหุ้นดีรับเออีซี
โบรกเกอร์แนะลงทุนหุ้นกลุ่มคมนาคม ยานยนต์ อาหาร ค้าปลีก อสังหาฯ โรงพยาบาล คาดได้ประโยชน์จากเปิดเออีซี
โบรกเกอร์แนะลงทุนหุ้นกลุ่มคมนาคม ยานยนต์ อาหาร ค้าปลีก อสังหาฯ โรงพยาบาล คาดได้ประโยชน์จากเปิดเออีซี
นายพิชัย เลิศสุพงศ์กิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ธนชาต กล่าวในงานสัมมนา “ยุทธศาสตร์ลงทุนหุ้น...รับ เออีซี” ว่าในช่วง 1-2 เดือนนี้ ตลาดหุ้นไทยยังอ่อนไหวต่อผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจยุโรป ซึ่งถือเป็นปัจจัยลบที่ชัดเจน เพราะทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ชะลอลง โดยปีนี้โตได้ 5% ก็ถือว่าดีแล้ว
นายพิชัย กล่าวว่า การเปิดกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ก็น่าจะทำให้ภาคธุรกิจไทยหรือบริษัทในตลาดได้ประโยชน์ค่อนข้างมาก เพราะการรวมกลุ่มเดียวกันทำให้ตลาดมีขนาดใหญ่ และเชื่อมโยงกันมากขึ้น ซึ่งไทยจะได้ประโยชน์ในเรื่องทำเลที่ตั้ง
กลุ่มธุรกิจที่จะได้ประโยชน์คือ กลุ่มคมนาคม ระบบการขนส่งภาคการท่องเที่ยว โรงพยาบาล ชิ้นส่วนยานยนต์ อาหาร ค้าปลีก และเออีซี ปี 2558 จะทำให้มูลค่าตลาดหลักทรัพย์ไทย (มาร์เก็ตแคป) เพิ่มสูงขึ้นด้วย เพราะเงินทุนเคลื่อนย้ายเสรีมากขึ้น
ทั้งนี้ หุ้นที่น่าสนใจเข้าลงทุน อาทิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย (AOT) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) หากนักลงทุนในตลาดหุ้นจะเลือกลงทุน ควรเน้นกลุ่มเหล่านี้ แต่คงเป็นการลงทุนระยะยาว โดยช่วงนี้ควรหลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงาน และปิโตรเคมี เพราะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ผันผวนสูง
สำหรับปัญหายุโรปและเศรษฐกิจโลกชะลอทำให้ส่งออกไทยโตลดลง โดยน่าจะโตแค่ 7-8% จากเป้าหมายที่รัฐบาลคาดไว้ที่ 15% ซึ่งภาวะเหล่านี้น่าจะทำให้กำไรของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดลดลง จากที่คาดไว้ 20% ลดลงเหลือ 18%
นายชัย จิรเสวีนุประพันธ์ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนลูกค้าบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน กล่าวว่า เห็นด้วยกับการลงทุนในหุ้นคมนาคมอย่าง AOT แต่ค่อนข้างห่วงกลุ่มที่มีความสามารถในการแข่งขันต่ำหลังเปิดเออีซีแล้ว ภาครัฐคงต้องให้ความช่วยเหลือกลุ่มเหล่านี้
“ดูโดยรวมการเปิดเออีซี ไทยจะได้รับผลดีมากกว่าผลเสีย แต่จะต้องติดตามสถานการณ์การลงทุนอย่างใกล้ชิด โดยนักลงทุนควรเน้นการลงทุนในธุรกิจที่จะได้ประโยชน์” นายชัย กล่าว
ด้านนายอิฐพงษ์ แสงทับทิมผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) กล่าวว่า การลงทุนที่จะได้ประโยชน์จากเออีซียังเป็นการลงทุนระยะยาวอย่างน้อยก็ 2 ปีครึ่ง ซึ่งระหว่างทางอาจมีปัจจัยมากระทบให้เปลี่ยนแปลงได้ นักลงทุนควรระวัง แต่โดยรวมเชื่อว่าบริษัทจดทะเบียนของไทยส่วนใหญ่จะได้ประโยชน์เพราะมีความพร้อมมากกว่าคู่แข่ง และตลาดทุนไทยพัฒนาไปได้ดี







