
"จารุพงศ์" รมว.คมนาคม "ปัญหาเรดาร์จะไม่เกิดขึ้นอีก"
โดย...วงศ์สุภัทร คงสวัสดิ์
โดย...วงศ์สุภัทร คงสวัสดิ์
เมื่อเวลา 18.14 น. เกิดเหตุไม่คาดฝัน ระบบประมวลเรดาร์สนามบินสุวรรณภูมิดับ ส่งผลให้สายการบินทั้งหลายที่กำลังบินอยู่บนท้องฟ้าเหนือราชอาณาจักรไทย รวมถึงสายการบินที่กำลังจะเหินขึ้นฟ้าปั่นป่วนอย่างหนัก เนื่องจากหน้าจอระบบควบคุมการจราจรทางอากาศของบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย (บวท.) ดับมืด ทำให้ระบบการติดต่อประสานงานระหว่างเจ้าหน้าที่ของ บวท. และนักบินขาดการติดต่อจนทำให้เจ้าหน้าที่ บวท.ต้องงัดแผนสำรองใช้วิทยุสื่อสารมาสื่อสารกับนักบินแทน เพื่อแก้ไขปัญหาเบื้องต้นด้วยการให้นักบินไปจอดยังสนามบินอื่น ที่ยังสามารถใช้เรดาร์บอกทิศทางได้
งานนี้เล่นเอา จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.คมนาคม นั่งไม่ติดกับปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศไทยไม่น้อย โดยเมื่อช่วงเช้าวันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา จารุพงศ์ ได้ประชุมหารือกับ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมช.คมนาคม และผู้บริหารของ บวท. เพื่อหาข้อเท็จจริงรวมถึงหาวิธีการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหานี้ขึ้นมาอีก
ทั้งนี้ ในเบื้องต้นได้พบสาเหตุใหญ่ที่ทำให้จอเรดาร์ดับ เกิดจากระบบจ่ายไฟฟ้าต่อเนื่องอัตโนมัติ หรือ UPS ชอร์ต ขณะที่ระบบไฟสำรองไม่สามารถใช้งานได้เช่นกัน จึงทำให้สถานการณ์บานปลายต้องใช้เวลากว่า 30 นาที เหตุการณ์ทุกอย่างเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ก็ได้ทำให้เที่ยวบินกว่า 50 เที่ยวบินปั่นป่วนไปหมด
อย่างไรก็ตาม จารุพงศ์ บอกว่า ได้สั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องที่เกิดขึ้น โดยให้ ศิลปชัย จารุเกษมรัตนะ ปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงว่าเกิดจากอะไร เป็นปัญหาจากเทคนิค หรืออุบัติเหตุ หรือบุคลากร หลังจากนั้นจะได้กำหนดแนวทางแก้ไข และป้องกันปัญหาต่อไป โดยให้สรุปผลภายใน 15 วัน
ทั้งนี้ ประเด็นหลักที่ต้องการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงระบบประมวลเรดาร์สนามบินสุวรรณภูมิดับ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับสายการบิน และผู้โดยสารที่ใช้บริการที่สนามบินสุวรรณภูมิ โดยหาก บวท.สรุปสาเหตุปัญหาเองอาจไม่แจ้งสาเหตุที่แท้จริงทั้งหมด ส่วนใครจะต้องรับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็ต้องรอผลสรุปก่อนว่าสาเหตุของปัญหาเกิดจากอะไร
“คณะกรรมการต้องมาจากผู้เชี่ยวชาญที่ไม่ได้มาจากวิทยุการบินฯ เพื่อความโปร่งใสว่ากระทรวงคมนาคมมีมาตรการรองรับปัญหาที่เกิดขึ้นอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งจะช่วยให้ทุกฝ่ายเกิดความมั่นใจในการใช้บริการสนามบินสุวรรณภูมิ แม้ว่าเบื้องต้นจะทราบสาเหตุว่าระบบเรดาร์ใช้ไม่ได้เพราะอะไรแล้วก็ตาม” จารุพงศ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นได้มีการแก้ไขไปแล้ว ซึ่งเรื่องนี้ จารุพงศ์ กล่าวว่า ยังได้สั่งให้มีการทำคู่มือการปฏิบัติงานการจัดการจราจรทางอากาศอย่างปลอดภัย โดยยึดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานต่อไปด้วย แม้ว่าในหลักการทางวิทยุการบินฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีแผนปฏิบัติการอยู่แล้วก็ตาม และได้ขออภัยผู้โดยสารและสายการบินที่เกี่ยวข้อง โดยยืนยันว่าการให้บริการทางอากาศยังมีความปลอดภัย 100% แม้ว่าจะใช้วิทยุสื่อสารในการควบคุมจราจรทางอากาศ โดยไม่มีเรดาร์
“ขอให้มั่นใจได้ว่าการให้บริการของสนามบินสุวรรณภูมินั้น จะยังคงเน้นเรื่องความปลอดภัย แม้ว่าจะไม่ได้รับความสะดวกสบายจากการปิดซ่อมรันเวย์ในขณะนี้ก็ตาม”
สำหรับผลกระทบที่เกิดจากเหตุการณ์ครั้งนี้ พบว่ามีอากาศยานที่ได้รับผลกระทบจากเหตุระบบไฟฟ้าขัดข้องรวม 50 ลำ ได้แก่ เครื่องบินขาเข้า 21 ลำ ในจำนวนนี้เครื่องบิน 15 ลำ บินวนรอเพื่อลงที่สนามบินสุวรรณภูมิประมาณ 71 นาที คือ สายการบินกาตาร์ 617 จากโฮจิมินห์กรุงเทพฯ และเครื่องบิน 6 ลำ ไปลงที่ท่าอากาศยานสำรองที่อู่ตะเภา
นอกจากนั้น ยังมีเครื่องบินอีก 7 ลำ เปลี่ยนเส้นทางบินไปลงที่สนามบินภูเก็ต 2 ลำ เชียงใหม่ 2 ลำ กลับไปลงที่กัวลาลัมเปอร์ 2 ลำ และไปลงที่เสียมราฐ 1 ลำ ขณะเดียวกันยังมีอากาศยานที่ต้องรอบนภาคพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิจำนวน 22 ลำ โดยเครื่องบินที่รอนานที่สุด 105 นาที คือ เครื่องบินการบินไทย TG 140 จากสุวรรณภูมิเชียงราย
ขณะที่แนวทางแก้ไขในอนาคตได้สั่งการให้ บวท.ทดสอบและตรวจระบบจ่ายไฟฟ้ากำลังทั้งเครื่องสำรองและตรวจสอบระบบจ่ายไฟฟ้ากำลัง ทั้งเครื่องยนต์สำรองและระบบ UPS ทุกระบบเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ โดยมีการเปลี่ยนทดแทนอุปกรณ์ต่างๆ ก่อนครบอายุการใช้งาน ปัจจุบัน บวท.อยู่ระหว่างปรับปรุงประสิทธิภาพระบบจ่ายกำลังไฟฟ้าเพิ่ม โดยการติดตั้งระบบสำรอง UPS แยกส่วนสำหรับระบบสำคัญทุกระบบอีกชั้นหนึ่งเพิ่มเติมจากระบบ UPS เดิม โดยจะแล้วเสร็จในเดือน ส.ค. 2555
ขณะที่ น.ต.ประจักษ์ สัจจโสภณ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บวท. กล่าวว่า สาเหตุเบื้องต้นเกิดจากชุดกรองสัญญาณรบกวนก่อนจ่ายกระแสไฟฟ้าให้ระบบจ่ายไฟฟ้าต่อเนื่องอัตโนมัติ (UPS) ชอร์ต ทำให้เบรกเกอร์ที่จ่ายไฟเข้า UPS ตัดวงจร ส่งผลให้ระบบจ่ายไฟฟ้าต่อเนื่องทั้งระบบหลักและสำรองเกิดขัดข้องพร้อมกัน ส่งผลให้ไฟฟ้ากำลังที่จ่ายให้บริการการเดินอากาศขาดหายไปประมาณ 30 นาที ขณะนี้ได้เปลี่ยนอุปกรณ์ตัวเก็บประจุไฟฟ้าที่ชอร์ตแล้ว
สำหรับตัวเก็บประจุไฟฟ้ามีอายุการใช้งาน 7 ปี แต่ที่เกิดปัญหาชอร์ตนั้นมีอายุการใช้งานแล้วกว่า 6 ปี ซึ่ง บวท.มีแผนที่จะเปลี่ยนตามอายุการใช้ตามรอบ 7 ปี แต่ปรากฏว่าเกิดความเสียหายก่อน ซึ่งขณะนี้ได้เปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่ทั้งหมดแล้ว ส่วนระยะยาวนั้น บวท.อยู่ระหว่างการดำเนินโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพระบบจ่ายกำลังไฟฟ้าเพิ่มเติม โดยการติดตั้งระบบสำรอง UPS แยกส่วนสำหรับระบบสำคัญทุกระบบแยกออกจากกัน โดยเฉพาะระบบการบริการจราจรทางอากาศหลักและระบบสำรอง คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน ส.ค.นี้
ส่วนเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นอีกหรือไม่นั้น น.ต.ประจักษ์ บอกว่า เหตุที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องสุดวิสัยที่เกิดจากระบบเทคนิค ซึ่งตามอายุใช้งานจะใช้ไม่เกิน 7 ปี จะต้องมีการเปลี่ยน แต่นี่ใช้ได้เพียง 6 ปี ก็เกิดการขัดข้องจนเกิดไฟชอร์ตทั้งที่ก่อนหน้านี้ วิทยุการบินฯมีแผนที่จะทำการเปลี่ยนใหม่ก่อนครบอายุแต่กลับมาเกิดเหตุเสียก่อน จึงได้ทำการเปลี่ยนใหม่ทั้งระบบ ขณะนี้ได้เปิดใช้งานได้ตามปกติ
ด้านบริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) แจ้งว่า หลังจากเกิดปัญหายังไม่มีสายการบินแจ้งเรื่องเรียกร้องค่าชดเชย พร้อมได้ทำความเข้าใจกับสายการบินต่างๆ ว่าเป็นเหตุสุดวิสัย ส่วนความคืบหน้าการปรับรันเวย์คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในวันที่ 9 ส.ค.นี้







