
กลยุทธ์การลงทุนครึ่งปีหลัง:ศก.จีนชะลอตัวและวิกฤตยูโร (ตอนจบ)
โดย...สุรศักดิ์ ธรรมโม
โดย...สุรศักดิ์ ธรรมโม
กลยุทธการลงทุนในครึ่งปีหลัง 2555
:ศก.จีนชะลอตัว และวิกฤติยูโร ตอนที่ 2 (จบ) ประการที่สาม เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกานั้น แม้จะไม่ได้แย่มากเมื่อเทียบกับ 2 ปีก่อน แต่ก็ไม่ได้ดีมาก ดังจะเห็นจากแถลงการณ์ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 20 มิ.ย. 2555 ถ้าความเสี่ยงยุโรปเพิ่มระดับขึ้น จนกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core PCE) และอัตราการจ้างงานของสหรัฐปรับลดลงมากกว่ากรอบที่เฟดคาดไว้ตั้งแต่ขณะนี้จนถึงต้นเดือน ก.ย. 2555 มีความเป็นไปได้สูงที่เฟดจะประกาศนโยบาย QE ครั้งที่ 3 ในการประชุมในวันที่ 12 ก.ย. 2555
แต่ผมเชื่อว่า การใช้ QE3 ของเฟดไม่สามารถแก้ปัญหาในยุโรปได้ เพราะปัญหาในยุโรปมีหลายเรื่องประกอบกัน คือ เรื่องวิกฤตอัตราแลกเปลี่ยนที่ค่าเงินแข็งค่าเกินจริง จนไม่สามารถใช้อัตราแลกเปลี่ยนกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะประเทศเศรษฐกิจอ่อนแอให้มีการขยายตัวได้ วิกฤตหนี้สินสาธารณะกระทบต่อการใช้จ่ายภาครัฐที่ต้องลดลงและต้นทุนการคลัง (อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล) ในระดับที่สูงเกินกว่าความสามารถในการจัดเก็บภาษี และวิกฤตสถาบันการเงินที่ขนาดของสินทรัพย์ของสถาบันการเงินยุโรปมีขนาดใหญ่กว่าจีดีพีของหลายประเทศมาก เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัวและหดตัวจึงเกิดหนี้เสียมหาศาล และต้องใช้ทรัพยากรการเงินจำนวนมากในการแก้ปัญหา
ทั้งหมดนี้นำไปสู่กลยุทธ์การลงทุนดังนี้
1) เศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐ ยุโรป อยู่บนหนทางของเศรษฐกิจที่ชะลอลง เช่นเดียวกับเศรษฐกิจจีนที่ชะลอลง ข้อแตกต่าง คือ จีนยังคงมีทรัพยากรการเงินจำนวนมหาศาลที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้ สหรัฐน่าจะได้ประโยชน์จากการใช้ก๊าซธรรมชาติในชั้นหินดินดาน (Shale Gas) พลิกฟื้นเศรษฐกิจ กอปรกับงบดุลของบริษัทจดทะเบียนสหรัฐแข็งแกร่งมาก เพราะลดต้นทุนแรงงานไปได้มหาศาลจากการปลดพนักงานตั้งแต่ปี 2551 เศรษฐกิจอินเดียก็ชะลอตัวเช่นกันแต่ไม่ได้แย่มาก เศรษฐกิจยุโรปอ่อนแอเชิงโครงสร้างจนยากจะกลับมาแข็งแกร่งได้ และน่าจะพบกับภาวะ “ทศวรรษแห่งการสาบสูญทางเศรษฐกิจ” (Lost Decade)
ในส่วนของเศรษฐกิจไทย แม้ว่าจะเชื่อมต่อกับต่างประเทศสูง แต่ไทยไม่ใช่ศูนย์กลางวิกฤตเศรษฐกิจ ภาคสถาบันการเงินไทยแข็งแกร่งมาก ภาคธุรกิจเข้มแข็งมาก การรวมกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) จะสร้างโอกาสให้ธุรกิจขนาดใหญ่ของไทยได้ประโยชน์จากฐานลูกค้าและฐานการผลิตที่ใหญ่ และถ้าการเมืองไทยไม่เป็นปัจจัยลบจนทำลายประเทศมากไปกว่านี้ เศรษฐกิจไทยมีโอกาสที่จะขยายตัวในอัตราที่ดี ประมาณ 4.55% ต่อเนื่องอีก 10 ปีจากนี้ไป ด้วยเหตุนี้ผมมั่นใจว่ามีความเป็นไปได้สูงถ้าวิกฤตยุโรปนิ่ง กระแสเงินทุนจากยุโรปและทั่วโลกจะไหลมาเอเชียโดยเฉพาะไทย เพราะไทยสร้างผลตอบแทนของการลงทุนได้สูง
2) ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา เราเห็นได้ว่าในช่วงที่นักลงทุนทั่วโลกเกิดความกลัว (Riskoff) จากเรื่องยุโรป ดัชนีหลักทรัพย์ไทยแตะระดับที่ 1,100 จุด และในช่วงที่นักลงทุนทั่วโลกฮึกเหิมกับการลงทุน (Riskon) ดัชนีหลักทรัพย์ไทยแตะที่ประมาณ 1,240 จุด หรือเราสามารถกำหนดเป็นระดับตัวเลขกลมได้ที่ 1,1001,200 จุด
แต่เราต้องไม่ลืมเช่นกันว่า ปัจจัยการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนยังไม่ถูกนำมาคิดในการคำนวณและประเมินมูลค่าหลักทรัพย์ของทั้งโลก เพราะนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังคาดว่าเศรษฐกิจจีนในปีนี้น่าจะขยายตัวที่ 8.28.5% ต่อปี แต่ล่าสุด ธนาคารดอยช์แบงก์และเครดิตสวิส ได้ปรับลดจีดีพีจีนในปีนี้อยู่ที่ 7.9% และ 7.7% ต่อปี ตามลำดับ และผมเคยเขียนไว้ในคอลัมน์นี้นานแล้วว่า ผมเชื่อว่าเศรษฐกิจจีนในปีนี้น่าจะโตต่ำกว่า 8% และโดยที่ดัชนีหลักทรัพย์ไทยถูกครอบงำโดยสินค้าโภคภัณฑ์ประมาณไม่ต่ำกว่า 1 ใน 3 ของมูลค่าตลาด (Market Capitalization) เมื่อเศรษฐกิจประเทศขนาดใหญ่ชะลอลง ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ไม่สามารถปรับขึ้นได้มาก แม้มี QE3 แต่ไม่สามารถช่วยให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับเหนือระดับสูงสุดของปีนี้ได้
นอกจากนี้ บลจ.ฟินันซ่า คาดว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายแน่นอน และมีโอกาสสูงมากที่จะลดดอกเบี้ยนโยบายประมาณ 0.25% ในปลายปีนี้ หรือลดดอกเบี้ยนโยบายเร็วกว่านั้น ถ้าวิกฤตยุโรปขยายตัวหนัก
ดังนั้น ถ้าดัชนีหลักทรัพย์ไทยปรับลดลงกว่าระดับ 1,100 จุด ผมจะพิจารณาสับเปลี่ยนเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจากที่อยู่ในกองทุนตลาดเงินทั้งหมดกลับเข้าไปลงทุนในหุ้นไทยทั้งหมด และถ้าดัชนีหลักทรัพย์ไทยปรับต่ำกว่า 1,050 จุด หรือใกล้เคียงเมื่อใด ผมจะลงทุนในกองทุน LTF เพิ่มจนเต็มสิทธิของผมที่จะใช้ในปีนี้ เพราะเชื่อว่าอีก 5 ปีจากนี้การลงทุนใน LTF จะสร้างผลตอบแทนในระดับสูงมาก นอกเหนือจากสิทธิลดหย่อนภาษีที่ผมสามารถใช้ได้ในปีภาษีนี้
สำหรับผู้อ่านที่ไม่ชอบความเสี่ยง ในช่วงที่เงินเฟ้อไทยส่งสัญญาณลดลง การลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่โดดเด่นเรื่องทำเล ลักษณะการประกอบธุรกิจ โครงสร้างรายได้ และผลตอบแทนในระดับที่สูงกว่า 7.5% ต่อปี น่าจะเป็นทางเลือกที่ดี แม้ว่าข้อจำกัดอย่างหนึ่งของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์คือสภาพคล่องที่ต่ำ
สุดท้าย ผมขอย้ำว่า สมมติฐานเดียวที่ถ้าเกิดขึ้นแล้วจะทำลายกลยุทธ์การลงทุนนี้ คือ “ความวุ่นวายทางการเมืองของไทย” ซึ่งเป็นปัจจัยในประเทศของเราเอง ซึ่งปัจจัยนี้เราไม่สามารถโทษคนอื่น/ประเทศอื่นๆ ได้เลย
หมายเหตุ : เป็นความคิดเห็นส่วนตัวไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานที่สังกัด







