
น้อมบุญยึดทำเลศรีนครินทร์
ผุด2โครงการใหม่ต่อเนื่องทุกปีจับตลาดกลางบนหนีรายใหญ่
ผุด2โครงการใหม่ต่อเนื่องทุกปีจับตลาดกลางบนหนีรายใหญ่
น้อมบุญปักหลักศรีนครินทร์ ลุยบ้านเดี่ยวทาวน์โฮม ปีละไม่ต่ำกว่า 2 โครงการ กำเงินซื้อที่ปีหน้า 100 ล้านบาท มั่นใจจุดแข็งแข่งรายใหญ่ได้
นายมานะ จิระนภากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท น้อมบุญ เปิดเผยว่า จากพัฒนาที่อยู่อาศัยแนวราบกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกบนถนนศรีนครินทร์มา 7 ปี พบว่า ความต้องการที่พักอาศัยในทำเลย่านนี้ยังมีอย่างต่อเนื่อง ทำให้บริษัทเดินหน้าเปิดโครงการใหม่ในย่านนี้ โดยตั้งเป้าขึ้นโครงการใหม่ปีละ 2 โครงการ
ทั้งนี้ เป็นผลมาจากทำเลในย่านนี้ไม่โดนน้ำท่วมปีก่อน และความพร้อมด้านสาธารณูปโภคสะดวกสบาย อาทิ ส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าบีทีเอสที่จะขยายถึงสถานีแบริ่งใกล้ทางด่วนกาญจนาภิเษกบางนาพระราม 2 เป็นต้น
ที่ผ่านมาบริษัทได้พัฒนา 2 โครงการในทำเลเดียวกัน ได้แก่ เลอ นครินทร์ บ้านเดี่ยว 2 ชั้น 67 ยูนิต มูลค่าโครงการ 360 ล้านบาท และเลอ นีโอ ขนาด 115 ยูนิต มูลค่าโครงการ 630 ล้านบาท ซึ่งสามารถปิดการขายได้ใน 2 ปี
นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการขายโครงการล่าสุดคือ โครงการเลอ เน็กซ์ตร้า ศรีนครินทร์ ทาวน์โฮม หน้ากว้าง 7.5 เมตร สูง 3 ชั้น จำนวน 117 ยูนิต พื้นที่ใช้สอย 230-240 ตร.ม. มูลค่าโครงการ 540 ล้านบาท โดยหลังจากเปิดตัวเมื่อวันที่ 26-27 พ.ค.ที่ผ่านมา มียอดจองแล้ว 17 ยูนิต หรือคิดเป็น 15% และคาดว่าจะสามารถปิดการขายได้ภายใน 2 ปี หรือมียอดขายเดือนละ 5 ยูนิต
ขณะเดียวกันในครึ่งปีหลังนี้บริษัทมีแผนขึ้นบ้านเดี่ยวโครงการใหม่ เลอ นีโอ 2 จำนวน 76 ยูนิต มูลค่าโครงการ 540 ล้านบาท ราคาขายเริ่มต้น 5-10 ล้านบาท ขนาด 56 ตร.ว.ขึ้นไป โดยจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือน ส.ค.ปีนี้ คาดปิดการขายได้ใน 2 ปีเช่นกัน
นายมานะ กล่าวถึงภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์แนวราบว่า มีแนวโน้มคึกคักกว่าปีที่ผ่านมา แม้ลูกค้าจะชะลอการตัดสินใจซื้อลงเล็กน้อยจากผลกระทบเหตุอุทกภัยในปีที่ผ่านมา แต่สำหรับอสังหาริมทรัพย์บนถนนศรีนครินทร์ เทพารักษ์บางนาสมุทรปราการ ยังคงมีอัตราการเติบโตที่ดีเนื่องจากเป็นถนนเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกันบริษัทยังคงเดินหน้ามองหาที่ดินในทำเลย่านนี้อย่างต่อเนื่อง โดยจะขยายรัศมีให้กว้างขึ้น อาทิ ย่านบางพลี บางนา แต่จะเน้นโครงการแนวราบเช่นเดิม เนื่องจากมั่นใจในจุดแข็งที่แตกต่างจากผู้ประกอบการรายใหญ่ในทำเลเดียวกัน ด้วยการมุ่งจับตลาดระดับกลางถึงบน ขณะที่รายใหญ่มุ่งขยายตลาดแมสมากขึ้น
สำหรับผลประกอบการในปีนี้ตั้งเป้ารายได้ 300 ล้านบาท ลดลงจากปี 2554 ที่มีรายได้ 320 ล้านบาท เนื่องจากการก่อสร้างที่ชะลอตัวไปในช่วงน้ำท่วม แต่ปีนี้คาดว่าจะเป็นไปตามเป้าหมาย พร้อมทั้งเตรียมงบสำหรับซื้อที่ดินเพิ่มเติมอีก 100 ล้านบาทในปีหน้า







