
กองทุนบริหารรวมกับการบริหารความเสี่ยง
การเปลี่ยนแปลงของธุรกิจจัดการกองทุนในประเทศไทยช่วงที่ผ่านมา ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มการเติบโตในทิศทางที่ดี ซึ่งความท้าทายในการทำธุรกิจที่สำคัญ คือ การปรับตัวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายและกฎเกณฑ์ต่างๆ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงจำนวนเงินที่คุ้มครองเงินฝากของผู้ฝากเงินในระบบธนาคารพาณิชย์ ตามพระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝากส่งผลทำให้มีการจัดตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝากขึ้นมาตั้งแต่ปี 2551
การเปลี่ยนแปลงของธุรกิจจัดการกองทุนในประเทศไทยช่วงที่ผ่านมา ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มการเติบโตในทิศทางที่ดี ซึ่งความท้าทายในการทำธุรกิจที่สำคัญ คือ การปรับตัวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายและกฎเกณฑ์ต่างๆ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงจำนวนเงินที่คุ้มครองเงินฝากของผู้ฝากเงินในระบบธนาคารพาณิชย์ ตามพระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝากส่งผลทำให้มีการจัดตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝากขึ้นมาตั้งแต่ปี 2551
และนับตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค. 2555 ที่จะถึงนี้ สถาบันคุ้มครองเงินฝากจะลดสัดส่วนการคุ้มครองเงินฝากเหลือไม่เกิน 1 ล้านบาท ต่อรายผู้ฝาก ต่อสถาบันการเงิน ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ฝากเงินรายใหญ่ ต้องแสวงหาช่องทางการลงทุนใหม่ๆ ในตลาดที่สามารถสร้างโอกาสให้ผู้ฝากเงินได้รับผลตอบแทนใกล้เคียงกับเงินฝาก ภายใต้ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ซึ่งกองทุนรวม ถือเป็นช่องทางการลงทุนหนึ่งที่ผู้ฝากเงินสนใจลงทุน แต่ผู้ฝากเงินที่ไม่คุ้นเคยกับการลงทุนผ่านกองทุนรวมมาก่อน และอาจไม่ทราบถึงระดับความเสี่ยงของการลงทุนในกองทุนต่างๆ เช่น กองทุนรวมตราสารหนี้ กองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้น หรือกองทุนรวมที่ลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ ว่ามีความแตกต่างกัน และแม้จะเป็นกองทุนประเภทเดียวกันแต่มีการลงทุนในหลักทรัพย์ที่แตกต่างกัน ก็มีระดับความเสี่ยงที่ไม่เท่ากัน
ดังนั้น คอลัมน์นี้จึงจะกล่าวถึงความสำคัญของการบริหารความเสี่ยงและการประเมินผลควบคู่กับการบริหารผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุนรวมของบริษัทจัดการ เพื่อบริหารกองทุนให้ผู้ลงทุนได้รับประโยชน์สูงสุดในระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมและยอมรับได้
การบริหารความเสี่ยงและการประเมินผลจากการลงทุน คือ การบริหารการลงทุนเพื่อปรับลดความ ผันผวน หรือภาษาทางสถิติเรียกว่าค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานจากค่าเฉลี่ย (Standard Deviation) ซึ่งจะส่งผลให้ผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ (Expected Return) จากการลงทุนในสินทรัพย์แต่ละประเภทในพอร์ตการลงทุนมีความมั่นคง (Stable) เพิ่มมากขึ้น โดยใช้เครื่องมือด้านการเงินมาใช้คำนวณหาผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับปรับด้วยความเสี่ยงจากการลงทุน เพื่อหาระดับผลตอบแทนที่ดีที่สุดในระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมและสอดคล้องกับ Risk Profile ของผู้ลงทุน
ทั้งนี้ การบริหารความเสี่ยงและการประเมินผลเป็นระบบการทำงานที่ครบวงจร โดยเริ่มตั้งแต่การเตรียมความพร้อมก่อนการลงทุน (Preinvestment) การสร้างแบบจำลองข้อมูลพอร์ตการลงทุน (Investment Portfolio Simulation) โดยอ้างอิงกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของผู้ลงทุน (Risk Appetite หรือ Risk Tolerance) และการติดตาม ควบคุม และรายงานผลการดำเนินงานหลังจากการลงทุน (Postinvestment)
ปัจจุบันกองทุนรวมที่เสนอขายในตลาด มีนโยบายการลงทุนที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ลงทุนที่มีความต้องการที่แตกต่างกัน ซึ่งการบริหารความเสี่ยงและการประเมินผล จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ลงทุนให้สามารถได้รับผลตอบแทนที่คาดหวังไว้ โดยปรับลดหรือกำหนดกรอบความเสี่ยงของการลงทุนให้อยู่ในระดับต่ำหรือที่ยอมรับได้ ด้วยการกระจายประเภทของสินทรัพย์ที่ลงทุน (Asset Allocation) โดยการจัดพอร์ตการลงทุนเพื่อปรับลดความเสี่ยงหรือความผันผวนที่อาจเกิดจากปัจจัยความเสี่ยงหลัก เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่ดีที่สุด (Portfolio Optimization) ในระดับความเสี่ยงที่ต่ำหรือยอมรับได้
ดังนั้น ก่อนการตัดสินใจลงทุน ผู้ลงทุนไม่ควรมองเพียงผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับเพียงอย่างเดียว แต่ควรตระหนักถึงความเสี่ยงจากการลงทุนว่าผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับนั้นทดแทนกับระดับความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ โดยผู้ลงทุนต้องมีความเข้าใจว่ากลไกของการลงทุนที่แท้จริงนั้นมีความเสี่ยงประกอบควบคู่กับผลตอบแทนเสมอ โดยที่ความเสี่ยงจากการลงทุนบางประเภทสามารถจัดการหรือบริหารให้อยู่ภายในกรอบที่กำหนดได้ ผ่านเครื่องมือด้านการเงินต่างๆ ประกอบกับประสบการณ์ของทีมบริหารความเสี่ยง และทีมผู้จัดการกองทุน เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับผลตอบแทนตามที่ต้องการบนกรอบเพดานความเสี่ยงที่เหมาะสม







