
อสังหาฯมั่นใจกำลังซื้อฟื้นทุกทำเล
ลลิลฯ ชี้อสังหาฯ ทุกทำเล กำลังซื้อเริ่มปกติ เดินหน้าลุย 68 โครงการครึ่งปีหลัง มูลค่าโครงการ 3,000 ล้านบาท
ลลิลฯ ชี้อสังหาฯ ทุกทำเล กำลังซื้อเริ่มปกติ เดินหน้าลุย 68 โครงการครึ่งปีหลัง มูลค่าโครงการ 3,000 ล้านบาท
นายชูรัชฏ์ ชาครกุล ผู้อำนวยการหน่วยธุรกิจ 2 บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติในทุกโซนของกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล หลังจากผ่านเหตุการณ์น้ำท่วม และยังมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ภาพรวมของธุรกิจบ้านจัดสรรถือว่ามีการแข่งขันทางด้านการตลาดอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ประกอบการต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพออกสู่ตลาด ในขณะเดียวกันก็ต้องสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไปด้วย
สำหรับบริษัท ได้มีการปรับกลยุทธ์เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดด้วยการให้ความสำคัญกับการพัฒนาเรื่องภาพลักษณ์ของการออกแบบและแบรนด์ของโครงการที่อยู่อาศัยมากขึ้น โดยในปีนี้ยังคงเน้นพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อกลุ่มคนที่ต้องการซื้อบ้านหลังแรกและครอบครัวใหม่
ดังนั้น สินค้าส่วนใหญ่จึงเป็นสินค้าระดับกลาง โดยจะมีรูปแบบทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ และคอนโดมิเนียม โดยปีนี้จะตั้งเป้าเปิดโครงการใหม่ 68 โครงการ มูลค่า 3,000 ล้านบาท ในจำนวนดังกล่าวจะเป็นโครงการคอนโดมิเนียม 23 โครงการ ราคาล้านต้นๆ
ขณะที่โครงการคอนโดมิเนียมโครงการแรก ลีโอ จำนวน 129 ยูนิต ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ปัจจุบันเหลือขายเพียงเล็กน้อย โดยจะสามารถโอนได้ทั้งหมดภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งบริษัทตั้งเป้าพัฒนาคอนโดมิเนียมในสัดส่วน 15-20% ของกลุ่มสินค้าทั้งหมด
ขณะเดียวกัน ล่าสุดบริษัทได้เปิดตัวแบรนด์ใหม่ แลนซีโอ คริป ซึ่งเน้นไปที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชอบการตกแต่งสไตล์โมเดิร์น เป็นโครงการแรกในย่านอ่อนนุช–สุวรรณภูมิ บนที่ดินขนาด 23 ไร่ รวม 128 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 2.99-4 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 350 ล้านบาท
“ทำเลกรุงเทพฯ ในโซนตะวันออกน้ำไม่ท่วม ส่วนใหญ่ผู้ประกอบการที่พัฒนาโครงการในย่านนี้จะพัฒนาโครงการขายเริ่มต้นที่เกือบ 4 ล้านบาท อย่างเช่น โครงการชลลดา ของแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ราคาขายจะอยู่ที่ยูนิตละ 3.5 ล้านบาทขึ้นไป ขณะที่บริษัทพัฒนาโครงการที่มีราคาขายเริ่มต้นที่ 2.94 ล้านบาท ซึ่งถือว่ามีราคาเปิดที่ต่ำกว่า จึงทำให้มีคู่แข่งน้อยกว่า” นายชูรัชฏ์ กล่าว
สำหรับปีนี้ บริษัทตั้งเป้ายอดขายในปีนี้คาดว่าจะไม่ต่ำกว่า 2,550 ล้านบาท จากปีก่อนที่มียอดขายรวม 1,800 ล้านบาท ขณะที่เป้ารับรู้รายได้ทั้งปีไว้ที่ 2,150 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 15%







