
วิ่งเต้นเข้าตำรวจและการล้มคดี
ปัจจุบันมีการทุจริตการสอบเข้าตำรวจเป็นข่าวใหญ่อยู่ในความสนใจของประชาชน
โดย...เดชา กิตติวิทยานันท์
ปัจจุบันมีการทุจริตการสอบเข้าตำรวจเป็นข่าวใหญ่อยู่ในความสนใจของประชาชน ผู้ปกครองอยากให้ลูกเป็นนายสิบตำรวจ ต้องเสียเงินคนละหลายแสนบาท ลงทุนนำอุปกรณ์ติดในง่ามก้นให้สั่นตามจังหวะ ก. ข. ค. ง. แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเจ๋งกว่า จึงตรวจสอบได้ เป็นเรื่องใหญ่ทางหน้าสื่อมวลชน
ก่อนหน้านี้มีคดีเกี่ยวกับเรื่องการฝากเข้าเป็นตำรวจหลายคดี แต่ส่วนใหญ่คนจ่ายเงินและคนรับเงินเพื่อวิ่งเต้นสมประโยชน์ทั้งคู่ ไม่มีเรื่องร้องเรียน และถึงแม้ผู้เสียหายที่ถูกหลอกจะไปแจ้งความตำรวจ ซึ่งก็มักจะเข้าข้างตำรวจด้วยกัน เช่นอ้างว่าผู้จ่ายเงินมีความผิดฐานให้สินบนร่วมกับผู้รับสินบน เป็นต้น ทำให้ผู้รับสินบนวิ่งเต้นเข้าตำรวจลอยนวลไม่ถูกลงโทษทั้งทางวินัยและทางอาญา ทางวินัยร้องเรียนไปที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่วนใหญ่ไม่ได้รับความเป็นธรรมทั้งที่มีเรื่องร้องเรียนเป็นจำนวนมาก เพราะตำรวจที่ถูกร้องเรียนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ถูกร้องเรียนมักจะรู้จักกัน ไม่ได้ความเป็นธรรมหรือสอบสวนแต่อย่างไร สุดท้ายก็ลงเอยที่คดีไม่มีมูล มีความเห็นให้ยุติเรื่อง ทำให้ประชาชนสิ้นหวังกับการร้องทุกข์กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
การวิ่งเต้นล้มคดีที่ปรากฏในปัจจุบันที่ทนายคลายทุกข์ได้ประสบมากับตัวเอง เนื่องจากมีผู้มาร้องทุกข์กับทนายคลายทุกข์ จะขอยกตัวอย่างเป็นข้อๆ ดังนี้
1.ผู้จับกุมเมื่อจับผู้ต้องหาแล้วก็มักจะเรียกเงินเรียกทองจากผู้ถูกจับโดยเฉพาะอย่างยิ่งคดียาเสพติด เช่น คนละแสนสองแสนบาท เป็นต้น โดยใช้เวลาพอสมควร หากหาเงินมาได้ก็ปล่อยตัวไม่ดำเนินคดี
2.คดียาเสพติด มียาเสพติดจำนวนมาก ก็มีการลดจำนวนยาลง โดยเอายาไอซ์ไปขายให้พรรคพวกตัวเอง และทำให้ผู้ต้องหามียาเสพติดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายน้อยลง แต่ผู้จับนำทรัพย์สินเงินทองที่ยึดได้จากผู้ต้องหาไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว
3.การจัดหาทนายความที่เป็นพรรคพวกตัวเองให้กับผู้ต้องหาหลังจากจับกุมผู้ต้องหาได้เงินมาแบ่งกัน
4.พนักงานสอบสวนเมื่อรับตัวผู้ต้องหา ก็มีการเรียกเงินเรียกทองจากตัวผู้ต้องหาหรือญาติผู้ต้องหา โดยอ้างว่าจะทำสำนวนให้อ่อนและแนะนำให้ว่าจ้างทนายความที่เป็นพรรคพวกของตัวเอง จะทำให้คดียิ่งอ่อนลงไปอีก
5.หลังจากสอบสวนเสร็จ ผู้ต้องหาหรือญาติผู้ต้องหาหรือแม้กระทั่งทนายความ บางคนก็ไปติดต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้ถ่ายสำนวนทั้งสำนวนเพื่อใช้หักล้างพยานโจทก์ คดีทั่วไปค่าคัดถ่ายสำนวน 35 หมื่นบาทต่อสำนวน เมื่อไม่กี่วันมานี้ ผมพบมากับตัวเองที่ศาลจังหวัดแห่งหนึ่ง ทนายความจำเลยซักค้านพยานโจทก์ว่า วันเกิดเหตุกำลังดูมวยอยู่ใช่ไหม ซึ่งเป็นเรื่องลึกมาก เจ้าพนักงานอัยการผู้หญิงถึงกับอึ้งว่า ทนายความจำเลยมีคำให้การของพยานโจทก์อยู่ในมือและซักค้านเป็นข้อๆ ตามลำดับตามที่พนักงานสอบสวนเคยสอบสวนผู้ต้องหาไว้
6.การยัดเงินตำรวจชุดจับกุมเพื่อให้กลับคำให้การในชั้นศาล ให้เบิกความไม่ยืนยันจำเลยหรือเบิกความแตกต่างจากบันทึกการจับกุมหรือเบิกความจำเลยไม่ได้ ผมก็พบมาหลายคดีแล้ว เรียกว่าออกอาการล้มมวย
หวังว่าทั้งทนายความ ตำรวจชุดจับกุมและพนักงานสอบสวน น่าจะประพฤติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีของสังคมเพื่อผดุงความยุติธรรมต่อไป
ตัวอย่างคดีวิ่งเต้นเข้าตำรวจ
ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยกระทงละ 4 ปี รวม 3 กระทง จำคุก 12 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่าจำคุกจำเลยกระทงละ 2 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 4 ปี เป็นการแก้ไขเล็กน้อย เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 ลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ว่าพยานโจทก์ขัดแย้งกันไม่เพียงพอฟังเพื่อลงโทษจำเลยเป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 9 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกา
จำเลยเรียกและรับเงินจากผู้เสียหายทั้งสองเพื่อเป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจเจ้าพนักงานในตำแหน่งพนักงานอัยการ โดยวิธีอันทุจริตผิดกฎหมาย เพื่อให้กระทำการในหน้าที่โดยการช่วยเหลือในทางคดีให้สั่งไม่ฟ้องคดีแก่บุคคลที่ถูกดำเนินคดีอาญา แม้พนักงานอัยการจะมิได้เป็นเจ้าของสำนวนในคดีนั้นและจำเลยยังมิได้ให้เงินก็ตาม ก็ถือว่าพนักงานอัยการนั้นเป็นเจ้าพนักงานที่จำเลยจะจูงใจให้กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณแก่บุคคลที่จำเลยจะให้ช่วยเหลือแล้ว การกระทำของจำเลยครบองค์ประกอบแห่งความผิดตาม ป.อ. มาตรา 143 แล้ว และเป็นความผิดต่อรัฐโดยตรง โจทก์ร่วมทั้งสองจึงไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมายไม่อาจเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้
ตัวอย่างคดีการเรียกเงินล้มคดี
จำเลยที่ 1 กับพวกหลอกลวงโจทก์ว่ารู้จักกับผู้ใหญ่ในกรมตำรวจสามารถฝากบุตรโจทก์ให้เข้ารับราชการตำรวจได้โดยขอค่าวิ่งเต้น 2 แสนบาท โจทก์หลงเชื่อจึงได้มอบเงินให้ไป เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ให้เงินเพื่อให้จำเลยที่ 1 กับพวกนำไปให้เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการใดๆ อันมิชอบด้วยหน้าที่ ถือไม่ได้ว่าโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 ให้สินบนแก่เจ้าพนักงานอันเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายทั้งการกระทำดังกล่าวก็หาได้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 กับพวกไม่สามารถดำเนินการได้ และต่อมาได้ทำบันทึกโดยมีข้อความว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถติดตามพวกของจำเลยที่ 1 ให้มาชดใช้เงินคืนแก่โจทก์ภายในกำหนด 6 เดือน จำเลยที่ 1 จะรับผิดชดใช้แทนโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดต่อโจทก์โดยตกเป็นผู้ผิดนัด เมื่อพ้นกำหนด 6 เดือน นับแต่วันทำบันทึก







