
แผนพีดีพีลดพึ่งก๊าซผลิตไฟ
จาก70%เหลือ39%หันซื้อไฟจากประเทศเพื่อนบ้านแทน
โพสต์ทูเดย์
— แผนพีดีพี 2010 ปรับสัดส่วนใช้ก๊าซจาก 70% เหลือ 39% สั่งทำแผนสำรอง กรณีไม่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมเห็นชอบแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (พีดีพี 2010) ของประเทศไทย พ.ศ. 25532573 ซึ่งเป็นแผนจัดหาไฟฟ้าระยะยาว 20 ปี โดย ปรับค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศ เพิ่มการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน
ดังนั้น ที่ประชุมเห็นชอบให้มีการกระจายเชื้อเพลิง เพื่อลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจาก 70% เหลือ 39% โดยเพิ่มการซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน การจัดหาไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และถ่านหินสะอาด ตลอดจนพิจารณาเรื่องปริมาณผลิตไฟฟ้าสำรองของประเทศ โดยภายในระยะ 67 ปีของแผน จะสำรองกำลังการผลิตไฟฟ้าที่ระดับ 20%
ทั้งนี้ เพราะการขาดแคลนก๊าซธรรมชาติในช่วงที่ผ่านมาได้ส่งผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าทันที จึงต้องเพิ่มปริมาณสำรองไฟฟ้าไว้ และหลังจากนั้นจะปรับลดลงเหลือ 15% ดังนั้น ภายใต้แผนพีดีพีฉบับใหม่ 2573 ไทยจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 6.55 หมื่นเมกะวัตต์ ในปี 2573
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมได้เห็นว่าควรมีการจัดทำแผนพีดีพีสำรอง โดยพิจารณาจากพื้นฐานกรณีไม่มีการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจการรับซื้อไฟฟ้าโครงการไซยะบุรี จากประเทศลาว ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะรับซื้อ 1,220 เมกะวัตต์ เป็นเวลา 29 ปี
นายชวลิต ทิชาลัย รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบในส่วนของสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิง โดยโรงไฟฟ้าใหม่ตั้งแต่ปี 25532573 ประกอบด้วย 1.โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ขนาด 1,000 เมกะวัตต์ 5 โรง 2.โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม 20 โรง กำลังผลิต 1.58 หมื่นเมกะวัตต์ 3.โรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาด 9 โรง ขนาดโรงละ 1,000 เมกะวัตต์ 4.รับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก (เอสพีพี) 6,844 เมกะวัตต์ 5.พลังงานหมุนเวียน 5,242 เมกะวัตต์ และซื้อจากต่างประเทศ
“
แผนพีดีพี 2010 เดิมได้มีการกำหนดไว้ว่าจะมีโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาด 13 โรง ขนาดโรงละประมาณ 800 เมกะวัตต์ กำลังผลิตรวม 1,000 เมกะวัตต์ แต่ล่าสุดหลังจากรับฟังความคิดเห็นทั้ง 2 ครั้งแล้ว ก็ได้ปรับลดจำนวนโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาดลงมาเหลือเพียง 9 โรง จาก 13 โรง แล้วจะไปเพิ่มในส่วนของพลังงานหมุนเวียนแทนโดยที่ประชุมยังได้ให้ สนพ.ไปศึกษาหาทางเลือกอื่นเพิ่มเติมในกรณีที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่สามารถเกิดได้ตามแผน แต่ถ้าไม่มีทางออกอื่นก็ต้องยอมรับว่าค่าไฟฟ้าจะต้องแพงขึ้นด้วย” นายชวลิต กล่าว






