
เปิดเออีซีเครื่องหนังไทยไปโลด
ท้อปเท็นเทรดดิ้ง ชี้อุตสาหกรรมเครื่องหนังไทย โดนสินค้าจีนตีตลาด คาดเปิดเออีซีตลาดโตพรวด พร้อมลุยส่งออกเพิ่ม
ท้อปเท็นเทรดดิ้ง ชี้อุตสาหกรรมเครื่องหนังไทย โดนสินค้าจีนตีตลาด คาดเปิดเออีซีตลาดโตพรวด พร้อมลุยส่งออกเพิ่ม
นายนิวัฒน์ กิระนันทวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ท้อปเท็นเทรดดิ้ง กรุ๊ป ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องหนังแบรนด์มาร์เวลล์ เมย์ฟายน์ เฟนเนลี่ คาร์เรน อะเลน เดอร์ลอง และบีไซด์ยู เปิดเผยว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาตลาดเครื่องหนังในประเทศไทยมีการแข่งขันค่อนข้างสูง หลังจากที่จีนเปิดประเทศทำให้มีสินค้านำเข้าประเภทกระเป๋าและเครื่องหนังระดับกลาง-ล่างจากจีนเข้ามามากขึ้น โดยไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า
อย่างไรก็ตาม คาดว่าในอีก 3 ปีข้างหน้าหลังจากเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 เชื่อว่าจะส่งผลดีมากขึ้น เนื่องจากจะมีการเคลื่อนย้ายของกลุ่มทุน ซึ่งจะทำให้ธุรกิจดังกล่าวมีการเติบโตมากขึ้น
“ปัจจุบันธุรกิจกระเป๋าหนังมีมูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านบาท โดยมีผู้ผลิตออกมาสู่ตลาดไม่ต่ำกว่า 20 แบรนด์” นายนิวัฒน์ กล่าว
สำหรับกลยุทธ์การทำตลาดนั้น บริษัทจะมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของสินค้าในแต่ละแบรนด์อย่างชัดเจนมากขึ้น เช่น สินค้าแบรนด์มาร์เวลล์นั้น เน้นกลุ่มคนอายุ 30 ปีขึ้นไป มีราคาขายเฉลี่ย 4,500 บาท ส่วนแบรนด์เมย์ฟายน์จะเน้นกลุ่มคนเริ่มต้นวัยทำงานอายุ 22 ปีขึ้นไป มีราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 1,800 บาท
ขณะเดียวกันก็จะเน้นการออกแบบมากขึ้น โดยแต่ละปีจะมีสินค้าใหม่ออกสู่ตลาดปีละ 4 คอลเลกชันต่อแบรนด์
“สินค้าแต่ละแบรนด์นั้นต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปีขึ้นไป ถึงจะสร้างแบรนด์ให้ติดตลาดได้ ซึ่งสินค้าของเราอย่างแบรนด์มาร์เวลล์นั้นอยู่ในตลาดมานานเกือบ 30 ปี ซึ่งถือเป็นแบรนด์ท็อปทรีในตลาด” นายนิวัฒน์ กล่าว
พร้อมกันนี้จะใช้งบการตลาดจำนวน 10 ล้านบาท โดยในปีนี้เตรียมจัดงานมาร์เวลล์ แทงกิ้ว เซล ซึ่งเป็นการนำสินค้าเครื่องหนังของกลุ่มบริษัทมาลดราคาพิเศษ 15-70% ตั้งแต่วันที่ 29 มิ.ย.-8 ก.ค. โดยงานจะจัดขึ้นที่สำนักงานใหญ่บางโพ พื้นที่ 1,600 ตร.ม.
นายนิวัฒน์ กล่าวว่า ในปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายเติบโต 7% หรือมียอดขายรวม 300 ล้านบาท จากปีก่อนที่มียอดขาย 280 ล้านบาท ในจำนวนดังกล่าวมาจากตลาดส่งออกต่างประเทศ 10% อย่างไรก็ตามคาดว่าภายในปี 2561 ยอดขายจากตลาดต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นเป็น 20% เนื่องจากจะได้ผลดีจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ทำให้บริษัทต้องเพิ่มตลาดส่งออกมากขึ้น
ปัจจุบันบริษัทส่งออกสินค้าไปยังตลาดตะวันออกกลาง คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ออสเตรเลีย มาเลเซีย และสิงคโปร์







