
เอกชนจบรับไม่จบ ยุโรจอดำ'พลิก'สู่วาระชาติ
จากข้อตกลงทางธุรกิจที่ไม่ลงตัวระหว่าง จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ผู้ถือลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด
จากข้อตกลงทางธุรกิจที่ไม่ลงตัวระหว่าง จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ผู้ถือลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด
สัญญาณการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2012 ในประเทศไทย กับบริษัท ทรูวิชั่นส์ ผู้ให้บริการเคเบิลแบบบอกรับสมาชิก กลายเป็นประเด็นระดับประเทศทันที
เมื่อตัวแทนรัฐบาลอย่าง วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ลงมาเป็นผู้เล่นด้วยตัวเอง ด้วยการใช้อำนาจส่งหนังสือถึงทางแกรมมี่สั่งให้การถ่ายทอดครั้งนี้ต้องสามารถรับชมได้ทุกจานโดยไม่ปิดกั้นแบบที่เป็นปัญหาอยู่อีก
หนังสือคำสั่งครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ รมต.วรวัจน์ เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สื่อสารโทรคมนาคมและคณะกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค สภาผู้แทนราษฎร ที่เรียกทางแกรมมี่และทรูวิชั่นส์ เข้าชี้แจงเมื่อวันที่ 14 มิ.ย.ที่ผ่านมา กรณีปัญหาที่ผู้ชมในระบบทรูวิชั่นส์ไม่สามารถรับชมการถ่ายทอดสดผ่านช่องฟรีทีวี 3, 5 และ 9 ได้ เนื่องจากติดปัญหาลิขสิทธิ์
ทั้งนี้ กมธ.ต้องการให้ทางแกรมมี่เปิดเผยสัญญาระหว่างยูฟ่าและแกรมมี่ รวมทั้งจดหมายที่ทางแกรมมี่เขียนถามยูฟ่ากรณีพิเศษ เพื่อให้สามารถรับชมการถ่ายทอดผ่านทรูวิชั่นส์ได้
แต่ทันทีที่ได้รับคำตอบจากทางแกรมมี่ว่า “เป็นเอกสารลับ” ทาง รมต.วรวัจน์ จึงมีคำสั่งในนามของ สคบ. ให้แกรมมี่ต้องเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดตามที่ทาง กมธ.ขอ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสในทุกขั้นตอนการดำเนินการของแกรมมี่ว่าไม่ได้มีการ “จงใจ” ในการตั้งคำถามเพื่อให้ยูฟ่าตอบปฏิเสธในกรณีทรูวิชั่นส์
นอกจากนี้ ยังส่งผลให้เรื่องลิขสิทธิ์ฟุตบอลยูโรกลายเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องหารือกันอย่างยิ่งใหญ่ในวันต่อมา โดยได้หยิบยกประเด็นเรื่องสิทธิในการรับชมฟรีทีวีของผู้บริโภคว่า ไม่ควรถูกจำกัดช่องทางการรับชมฟรีทีวีที่ถือเป็นช่องทีวีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ยิ่งในยุคปัจจุบันที่การรับชมผ่านเสาอากาศ ซึ่งสามารถรับชมการถ่ายทอดฟุตบอลยูโรครั้งนี้ได้ กำลังผลัดใบเข้าสู่การรับชมผ่านจานดาวเทียมทั้งประเทศ
อย่างไรก็ตาม แม้ภาพที่ออกมาจะเป็นไปในลักษณะ “หันหน้าเข้าหากัน” แต่คำตอบสุดท้ายอยู่ที่สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือยูฟ่า เจ้าของลิขสิทธิ์ตัวจริงเสียงจริงในต่างประเทศ ว่าจะยินยอมให้การถ่ายทอดครั้งนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากเงื่อนไขเดิมที่เคยตกลงกันไว้หรือไม่ อย่างไร รวมทั้งหากเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้วจะมีมาตรการเยียวยาผู้บริโภคอย่างไร ทั้งกรณีที่ต้องไปหาซื้อกล่องจีเอ็มเอ็ม แซท หรือเสาก้างปลา เพื่อให้สามารถรับชมการถ่ายทอดฟุตบอลยูโรได้
เพราะสิ่งสำคัญที่ภาครัฐไม่ได้ลงรายละเอียด คือ กรณีทรูวิชั่นส์ถือเป็นเพย์ทีวีที่มีค่าบริการรายเดือน หากว่าวันหนึ่งลูกค้าไม่ได้จ่ายค่ารายเดือน สัญญาณฟรีทีวีที่รับชมผ่านทรูวิชั่นส์ก็ถูกตัดไปด้วย ซึ่งรัฐไม่ได้มีคำตอบในเรื่องนี้ว่าสุดท้ายแล้วฟรีทีวีควรถูกยกเว้นเป็นกรณีพิเศษในทุกการรับชม หรือควรจะเกิดขึ้นเฉพาะเหตุการณ์เช่นเดียวกับการถ่ายทอดที่มีลิขสิทธิ์ผ่านฟรีทีวีเท่านั้น
รวมไปถึงการที่ ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ โยนหินเป็นทางเลือกว่า หากเอกชนรายใดรายหนึ่งประมูลกีฬาลิขสิทธิ์แล้วไม่สามารถกำหนดเงื่อนไขการรับชมด้วยเหตุผลทางธุรกิจได้ในกรณีฟุตบอลยูโร ดังนั้นกีฬาที่มีลิขสิทธิ์เข้ามาเกี่ยวข้องควรถือเป็นคอนเทนต์ที่เอกชนต้องลงขันประมูลร่วมกัน เพื่อให้สามารถรับชมได้ทุกช่องทางโดยไม่มีข้อยกเว้น
นั่นหมายความว่า ผลกระทบจะกระเด้งกลับไปหาทรูวิชั่นส์ ที่ปัจจุบันมีฐานผู้ชมประมาณ 2 ล้านราย และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องจากจุดแข็งในเรื่องของเอกซ์คลูซีฟ คอนเทนต์ โดยเฉพาะช่องกีฬาที่มีฟุตบอลพรีเมียร์ลีก เทนนิสระดับโลก วอลเลย์บอลระดับชาติ ฯลฯ เป็น “จุดขาย” ให้ผู้ชมตัดสินใจเสียค่าบริการรายเดือนมากกว่า 1,500 บาท เพื่อแลกกับการรับชมคอนเทนต์แบบเอกซ์คลูซีฟ ที่หาไม่ได้จากจานดาวเทียมเหมาจ่ายทั่วไป
ดังนั้น หากฟุตบอลยูโรไม่ถือเป็น “เอกซ์คลูซีฟ คอนเทนต์” ก็เท่ากับว่าหลังจากนี้ไปกีฬาที่มีลิขสิทธิ์ทั้งหมดจะไม่มีคำว่า “เอกซ์คลูซีฟ” อีกต่อไปแล้วใช่หรือไม่
หรือท้ายที่สุดแล้ว การถ่ายทอดกีฬาลิขสิทธิ์ทั้งหมดควรถูกจัดเป็น “วาระแห่งชาติ” เพราะกีฬาถือเป็น “การแข่งขันของมวลมนุษยชาติ” ที่ไม่ควรถูกจำกัดการรับชมแค่เพย์ทีวีเพียงอย่างเดียว







