
กลยุทธ์การลงทุนครึ่งปีหลัง:ศก.จีนชะลอตัวและวิกฤตยูโร (ตอน 1)
โดย...สุรศักดิ์ ธรรมโม
โดย...สุรศักดิ์ ธรรมโม
ผู้ที่ติดตามคอลัมน์ผมมานาน จะทราบดีถึงความต่อเนื่องของมุมมองผม โดยสรุปดังนี้ กล่าวคือ ผมมองว่าเศรษฐกิจโลกไม่ได้ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งมากนัก และความเสี่ยงที่จะต้องตามคือ วิกฤตหนี้สินสาธารณะในยุโรป รวมทั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน
ผมประเมินว่า จีดีพี (GDP) จีนในปีนี้ไม่น่าจะมากกว่า 8% ตามที่ตลาดคาดไว้ แต่ผมมองพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยในระยะกลางและระยะยาวค่อนข้างดี อันเป็นผลมาจากโครงการลงทุนภาครัฐและการที่สถาบันการเงินของไทยมีความเข้มแข็งมาก
โดยที่ผมเป็นวิทยากรประจำในรายการวิทยุ “รู้ใช้เข้าใจเงิน” ออกอากาศทุกวันศุกร์ทางคลื่น FM 96.5 เวลา 10.30-11.00 น. ผมได้พยายามเสนอมุมมองของผมให้กับผู้ฟังรายการตลอด และได้ยกตัวอย่างส่วนตัวที่ผมได้ทำการสับเปลี่ยนเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของผม ที่แต่เดิมผมเลือกสินทรัพย์ลงทุนในหุ้นไทยทั้งหมดเปลี่ยนไปเป็นกองทุนตราสารหนี้ตั้งแต่สิ้นเดือน มี.ค. 2555 เป็นต้นไป โดยทั้งเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเก่าก่อนเดือน มี.ค. 2555 และเงินเดือนของผมที่หักเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ได้ย้ายเข้าไปลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ตั้งแต่เดือน เม.ย. 2555 จนถึงปัจจุบัน และจนถึงตอนนี้ผมยังไม่มีความจะสับเปลี่ยนออกในครึ่งหลังของปี 2555 ด้วยเหตุผลดังนี้
ประการแรก ผมประเมินว่า วิกฤตสถาบันการเงินสเปนแม้ว่าจะได้รับความช่วยเหลือที่ 1 แสนล้านยูโร (ประมาณ 10% ของจีดีพีสเปน) ใกล้เคียงกับที่ผมคาดการณ์ในบทความ เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2555 (ดู “จับตาโปรตุเกสและวิกฤตธนาคารที่เกิดขึ้นในยุโรป”) แต่ผมประเมินว่าสเปนจะมีความเสี่ยงอย่างมากที่จะต้องขอรับความช่วยทางการคลัง เพราะการให้ความช่วยเหลือสเปนในการไปเพิ่มทุนสถาบันการเงินเอกชนโดยรัฐบาลสเปนจะต้องรับภาระเงินช่วยเหลือก้อนนี้
ผลคือนำมาซึ่งการเร่งตัวของระดับของหนี้สาธารณะของสเปนซึ่งในอีกไม่กี่ปีจะสูงขึ้นจนน่าจะใกล้เคียงกับจีดีพี และอย่างที่ผมบอกในบทความชิ้นเก่าว่า เมื่อนำประสบการณ์ของประเทศไทยในปี 2540 มาประยุกต์กับสเปน เป็นไปได้ยากที่ระดับหนี้เสียของสเปนจะอยู่ที่ไม่เกิน 16% ตามการคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) หรือไอเอ็มเอฟ
ที่สำคัญขณะนี้ตลาดการเงินเริ่มหมดความเชื่อถือสถานะทางการคลังของสเปนแล้ว และอาจจะครอบคลุมถึงอิตาลีด้วย จากปัจจัยที่ผู้นำฝรั่งเศสคนใหม่และผู้นำอิตาลีและสเปน ส่งสัญญาณละเมิดข้อตกลงทางการคลัง (Fiscal Compact) ที่ตกลงกันในที่ประชุมสุดยอดผู้นำเมื่อปลายปีที่แล้ว ซึ่งผมเคยเขียนบทความไว้แล้วในวันที่ 20 ม.ค. 2555 ว่า ถ้ามีการละเมิด Fiscal Compact นักลงทุนจะไม่เข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลในระดับที่ผลตอบแทนต่ำกว่า 7% (ดู “วิกฤตยุโรปและนัยต่อกลยุทธ์การลงทุน”)
ด้วยปัจจัยทั้งหมดนี้ จะนำพาให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสเปนอายุ 10 ปีปรับขึ้นและในที่สุดจะแตะที่ 7% ต่อปีหรือสูงกว่า ซึ่งระดับที่ 7% สร้างภาระดอกเบี้ยจ่ายที่เกินกว่ากำลังของรัฐบาลสเปนจะชำระได้ เพราะเศรษฐกิจสเปนกำลังหดตัวอย่างต่อเนื่องและน่าจะหดตัวมากกว่า 4.1% อันเป็นกรณีเลวร้ายที่ IMF คาด
การที่รัฐบาลสเปนไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้เพียงพอในการใช้จ่ายภาครัฐและชำระดอกเบี้ย ผนวกกับหนี้สินของรัฐบาลท้องถิ่นระดับแคว้นในสเปนก็อยู่ในระดับที่สูงและต้องการเงินทุนมาจุนเจือ มิฉะนั้นรัฐบาลกลางและท้องถิ่นจะล้มละลาย
ดังนั้น ในที่สุดในปีนี้สเปนจะต้องขอความช่วยเหลือทางการคลัง ซึ่งน่าจะต้องใช้เงินทุนสูงถึง 56 แสนล้านยูโร ถึงจะหยุดวิกฤตไม่ให้ลุกลามไปยังอิตาลีได้ ซึ่งวงเงินสูงขนาดนี้ เกินศักยภาพทางการเงินของประเทศยุโรปจะจัดหาเงินทุนมาช่วยเหลือได้แล้ว และถ้ากลุ่มประเทศ G20 และเอเชียไม่เข้ามาช่วยยุโรป ปล่อยให้สเปนและอิตาลีล้มละลายทางการคลัง เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะตกต่ำ
ซึ่ง ณ ขณะนี้ ประเทศ G20 โดยเฉพาะเอเชียยังมีท่าทีลังเลในการช่วยเหลือยุโรปผ่านไอเอ็มเอฟ เพราะไม่ได้ผลประโยชน์แลกเปลี่ยนจากยุโรป ต่างจากวิกฤตเอเชียในปี 2540 ซึ่งยุโรปไม่ได้สนับสนุนเงินทุนหลักแต่เป็นญี่ปุ่นในการช่วยเหลือเอเชีย แต่บรรดาชาติยุโรปกลับมาบงการเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์กับยุโรปผ่านไอเอ็มเอฟ
ประการที่สอง เศรษฐกิจประเทศเกิดใหม่โดยเฉพาะจีน ชะลอตัวลงมากและจีดีพีจีนในปีนี้น่าจะต่ำกว่า 8% ต่อปี ผลคือรายได้ของบริษัทต่างๆ ทั่วโลก ที่มีคู่ค้าเป็นบริษัทในจีนจะต้องปรับลง และนำไปสู่การปรับลงของรายได้และกำไรสุทธิทั่วโลก
ผู้นำจีนปัจจุบันยังไม่มีสัญญาณใช้นโยบายการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผลคือการชะลอลงของเศรษฐกิจจีนเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และน่าจะอยู่ในกรอบจีดีพีโตที่ 7.5% ต่อปีตามคาดของรัฐบาลจีน
นอกจากนี้ เศรษฐกิจอินเดียชะลอตัวลงมากจากปัญหาเศรษฐกิจในประเทศที่พบกับภาวะการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูง เศรษฐกิจขาดประสิทธิภาพและการไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้เต็มที่ m
หมายเหตุ : โปรดติดตามตอนจบในสัปดาห์หน้า และเป็นความคิดเห็นส่วนตัวไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานที่สังกัด







