
คลังเว้นภาษีตั้งสำนักงานในไทย 15 ปีดูดนักลงทุน
กรณ์ยาหอมนักลงทุนญี่ปุ่น ลดเว้นเก็บภาษีตั้งสำนักงานในไทย 15 ปี
กรณ์ยาหอมนักลงทุนญี่ปุ่น ลดเว้นเก็บภาษีตั้งสำนักงานในไทย 15 ปี
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวผ่านระบบประชุมทางไกลเสมือนจริง (TelePresence) ในระหว่างการนำทีมไทยแลนด์โรดโชว์นักลงทุนที่ประเทศญี่ปุ่น ว่า มีนักลงทุนญี่ปุ่นกว่า 500 คน สนใจเข้ารับฟังข้อมูล เศรษฐกิจ ปัญหามาบตาพุด แลปัญหาการเมืองของไทย โดยในส่วนสถานการณ์ทางการเมือง ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณว่านักลงทุนญี่ปุ่นจะถอนการลงทุนจากไทย และเชื่อว่านักลงทุนญี่ปุ่นยังจะเข้ามาลงทุนในไทยต่อเนื่อง เปรียบเทียบกับช่วงเกิดวิกฤตปี 2540 หรือช่วงที่มีการปฏิวัติปี 2549 นักลงทุนญี่ปุ่นก็ไม่ได้ลดลงไป
รมว.คลัง กล่าวว่า ได้แจ้งให้นักลงทุนญี่ปุ่นทราบด้วยว่า ขณะนี้ไทยได้ปรับปรุงมาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุนให้บริษัทต่างชาติมาตั้งสำนักงานประจำภูมิภาค (ROH) ในไทย โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้อนุมัติตามมติคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แล้ว โดยมาตรการดังกล่าว อาทิ การยกเว้นภาษีนิติบุคคลให้เป็นเวลา 15 ปี จากเดิมที่เก็บ 10% การเพิ่มช่วงเวลาลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเหลือ 10% จากปกติ 37% ให้แก่พนักงานประจำสำนักงานภูมิภาค เป็น 8 ปี จากเดิมให้เพียง 4 ปี และตัดเงื่อนไขนิยามการเป็น ROH ที่เข้าข่ายได้รับสิทธิประโยชน์นี้ จากเดิมกำหนดว่าต้องมีรายได้จากต่างประเทศอย่างน้อย 50% เป็นไม่คำนึงถึงเรื่องนี้
นายกรณ์ กล่าวว่า แม้ว่าประเทศไทยจะได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนญี่ปุ่นมากขึ้น หลังเดินทางมาชี้แจงในครั้งนื้ แต่ไทยจำเป็นมีการวางแผนยุทธศาสตร์ประเทศในระยะยาว โดยจะต้องมีการวางโครงการลงทุนอย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถวางแผนการจัดสรรงบประมาณและหาแหล่งเงินในการลงทุนได้ง่ายขึ้น ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ทั้งนี้ กำหนดแล้วเสร็จภายใน 3-6 เดือน
นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า มาตรการ ROH นั้น บอร์ดบีโอไอได้อนุมัติแล้ว คาดว่าจะมีการเสนอให้ ครม. พิจารณาอนุมัติ หลังจาก รมว.คลังกลับจากญี่ปุ่นต่อไป ซึ่งนอกจากเงื่อนไขที่ รมว.คลังระบุแล้ว ยังมีการผ่อนปรนว่า ROH ไม่จำเป็นต้องมีสาขาครบ 3 ประเทศ ภายในปีแรกก็ได้ แต่จะขยายเป็นภายใน 5 ปี ส่วนทุนจดทะเบียนเริ่มต้นกำหนดที่ 10 ล้านบาท แม้จะยังสูง แต่เมื่อพิจารณามาตรการทั้งหมดที่ไทยสนับสนุน ถือได้ว่าจูงใจมากกว่าประเทศในภูมิภาคเดียวกันนี้ โดยเฉพาะสิงคโปร์ และมาเลเซีย







