
สหพันธ์ขนส่งจี้พลังงานนโยบายเอ็นจีวีไม่คืบ
สหพันธ์ขนส่งฯ ร่อนหนังสือถึง รมว.พลังงาน กระทุ้งความชัดเจนนโยบายเอ็นจีวี หลังประกาศตรึงราคา 3 เดือน แต่ปัญหาไม่ถูกแก้ไข
สหพันธ์ขนส่งฯ ร่อนหนังสือถึง รมว.พลังงาน กระทุ้งความชัดเจนนโยบายเอ็นจีวี หลังประกาศตรึงราคา 3 เดือน แต่ปัญหาไม่ถูกแก้ไข
ยังเรื่องจำนวนปั๊มผลกระทบเติมคาร์บอนไดออกไซด์ยังต้องเร่งแก้ไขต่อไป
นายยู เจียรยืนยงพงศ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เตรียมส่งหนังสือถึง นายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รมว.พลังงาน เพื่อสอบถามความคืบหน้าของนโยบายเอ็นจีวี 3 ประเด็น ได้แก่ 1.นโยบายและแผนพลังงานของเอ็นจีวีสำหรับรถบรรทุกและรถโดยสาร 2.สถานีบริการเอ็นจีวีและ 3.การเติมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในเอ็นจีวี
ทั้งนี้ หวังว่า รมว.พลังงาน จะนัดหารือในเรื่องดังกล่าวอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ได้ข้อสรุปในแต่ละประเด็นและพิจารณาหาทางออกร่วมกัน
สำหรับนโยบายเอ็นจีวีไม่ใช่มีเรื่องแค่ราคาขายปลีกอย่างเดียว แต่เรื่องการขยายจำนวนปั๊มก็ยังมีปัญหาไม่เพียงพอ รวมทั้งขอความชัดเจนว่านโยบายส่งเสริมการใช้เอ็นจีวีกับรถบรรทุกหรือรถโดยสารจะมีแนวทางใดเพิ่มเติม
นอกจากนี้ ประเด็นการเติมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในเนื้อก๊าซเอ็นจีวี กำลังส่งผลกระทบต่อเครื่องยนต์และถังเอ็นจีวีในระยะยาว รวมทั้งทำให้เอ็นจีวีสร้างปัญหาให้สิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องชี้แจงให้ชัดเจน
“ผมส่งหนังสือเพื่อถามถึงความคืบหน้าที่เกี่ยวข้องกับเอ็นจีวี เพราะไม่ได้มีการนัดหารือเรื่องนี้กันอีก หลังประกาศตรึงราคาออกไป 3 เดือน แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะต้องหยุด” นายยู กล่าว
ด้านแนวทางการปรับขึ้นราคาขายปลีกเอ็นจีวีนั้น หลังจากมีการปรับราคามาตั้งแต่ต้นปีรวม 2 บาท/กิโลกรัม ปัจจุบันอยู่ที่ 10.50 บาท/กิโลกรัม และให้สถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไปศึกษาโครงสร้างราคาที่เหมาะสม จากแผนเดิมต้องปรับขึ้นราคาเดือนละ 50 สตางค์/กิโลกรัม จนถึงสิ้นปีนั้นต้องหารือกับผู้ประกอบการขนส่งด้วย อีกทั้งเห็นว่า หลังจากนี้หากมีแผนต้องปรับขึ้นอีกจะต้องเป็นการปรับราคา เพื่อเป็นรายได้ทางภาษีไม่ใช่ปรับราคา เพื่อให้ ปตท.ได้ประโยชน์ เนื่องจากการให้บริการเอ็นจีวีของปตท.ยังมีข้อบกพร่องที่ต้องแก้ไขอีกมาก
รายงานข่าวจากบริษัท ปตท. กล่าวถึงกรณีการเติมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในเอ็นจีวี ว่า เป็นการเติมเพื่อให้ค่าความร้อนจากการเผาไหม้ไม่สูงเกินมาตรฐานสำหรับรถยนต์ในประเทศ โดยมาตรฐานค่าความร้อนที่กรมธุรกิจพลังงานกำหนดไว้ คือ 3742 เมกะจูล/ลูกบาศก์เมตร
แต่ที่ผ่านมา ปตท.ได้พัฒนาประสิทธิภาพการแยกก๊าซธรรมชาติของแหล่งก๊าซตะวันออก(อ่าวไทย) จนได้ก๊าซธรรมชาติที่บริสุทธ์ขึ้น มีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลดลงจากเดิม 12% เหลือเพียง 9%ทำให้ค่าความร้อนสูงขึ้นจาก 41เมกะจูล/ลบ.ม. เป็น 44 เมกะจูล/ลบ.ม.ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานและแตกต่างจากก๊าซฯฝั่งตะวันตก(พม่า) มากเกินไป ดังนั้นปตท.จึงต้องเติมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลงไปประมาณ 3% เพื่อให้ค่าความร้อนที่ได้ลดลงตามมาตรฐานและไม่ทำให้คุณภาพของก๊าซฯจากแหล่งตะวันออกกับตะวันตก แตกต่างกันมากเกินไป จนเกิดผลเสียกับเครื่องยนต์







