posttoday
ประตูสู่เออีซี...โจทย์ใหญ่ที่ไทยต้องปรับตัว

ประตูสู่เออีซี...โจทย์ใหญ่ที่ไทยต้องปรับตัว

13 มิถุนายน 2555

โดย...ดำรงเกียรติ มาลา

โดย...ดำรงเกียรติ มาลา


การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในอีก 3 ปีข้างหน้า กำลังจะส่งผลให้โอกาสในการขยายตัวของธุรกิจในภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้นทวีคูณ แต่โอกาสดังกล่าวย่อมมาพร้อมกับความท้าทายที่จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลง

สุทธาภา อมรวิวัฒน์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสและผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ แบ่งธุรกิจที่จะต้องเผชิญกับความท้าทายและโอกาสจากเออีซีออกเป็น 3 ประเภท 1.กลุ่มธุรกิจที่จะมีโอกาสมากขึ้นในประเทศ ซึ่งจะเป็นกลุ่มที่จะขยายตัวค่อนข้างมาก 2.กลุ่มธุรกิจที่มีโอกาสไปลงทุนหรือขยายตลาดในต่างประเทศ และ 3.กลุ่มธุรกิจที่ต้องเตรียมรับมือจากความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลง

ขณะที่กลุ่มที่จะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่และมีโอกาสขยายตัวมาก ได้แก่ ธุรกิจในภาคการขนส่งและบริการ ซึ่งเห็นได้จากตัวเลขการเติบโตของสายการบินโลว์คอสต์ที่สูงขึ้นถึง 51% จากระดับ 3% ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นจุดแข็งของไทยก็จะได้รับอานิสงส์จากการเดินทาง การเคลื่อนย้ายประชากร ซึ่งในช่วงเวลาที่เหลือถือเป็นโจทย์สำคัญในการเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับธุรกิจกลุ่มนี้

สำหรับกลุ่มที่มีโอกาสออกไปลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งจะได้รับประโยชน์จากต้นทุนที่ต่ำลง ตลาดที่กว้างขึ้นและความคุ้มค่าในเชิงโลจิสติกส์ ได้แก่ ภาคอุตสาหกรรมเกษตร ซึ่งในประเทศอย่างกัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศที่น่าสนใจทั้งต้นทุนการผลิต พื้นที่การผลิต นอกจากนี้ประเทศเหล่านี้จะเริ่มทยอยลดภาษีระหว่างประเทศใน 3 ปี และเปิดกว้างเรื่องการลงทุนและร่วมทุนได้มากขึ้น

อีกหนึ่งธุรกิจที่สามารถขยายออกไปได้คือ อุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมโมเดิร์นเทรด ซึ่งได้ประโยชน์จากวิถีชีวิตประชากรที่เปลี่ยนไป คนเริ่มเข้ามาอยู่ในเมืองมากขึ้น โดยมีประเทศที่น่าสนใจคือ อินโดนีเซีย และเวียดนาม ที่มีสัดส่วนร้านประเภทไฮเปอร์ มาร์เก็ต กระโดดสูงขึ้น 510% ขณะที่ซูเปอร์มาร์เก็ตลดลง

กลุ่มที่สาม คือ กลุ่มที่ต้องเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง เช่น ผู้ประกอบการขนาดเล็กที่รับจ้างผลิตสินค้า จากข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์มีโอกาสที่ต่างชาติจะเข้ามาลงทุนในไทย ทางออกเรื่องนี้คือต้องทำให้อาเซียนมีเน็ตเวิร์กที่แข็งแกร่งมากขึ้น ต้องอาศัยจุดแข็งคือรู้เขารู้เรา เข้าใจสภาพตลาด เข้าใจสภาพการแข่งขัน

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญด้านศักยภาพของไทยขณะนี้คือเรื่องแรงงานที่มีจำนวนไม่เพียงพอ โดยเฉพาะแรงงานระดับสูง เช่น แพทย์ ขณะที่คู่แข่งอย่างมาเลเซียจะสามารถส่งออกแพทย์ได้ใน 10 ปี ดังนั้นภาพในระยะยาวจึงเป็นโจทย์ที่ต้องคิดว่าจะบริหารจัดการเรื่องนี้อย่างไร และจะดึงดูดแรงงานจากชาติอื่นเข้ามาได้อย่างไร ในเมื่อรายได้สุทธิต่อหัวของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ

ขณะที่ พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ในฐานะตัวแทนจากอุตสาหกรรมเกษตร มองว่า ขณะนี้อุตสาหกรรมเกษตรของไทยมีความพร้อมแข่งขันและเข้าสู่เออีซีเต็มตัวแล้ว เนื่องจากผู้ประกอบการไทยมีความเชี่ยวชาญด้านการส่งออก มีวัตถุดิบ และมีประสบการณ์

ผู้ประกอบการไทยยังต้องรวมตัวกันเพื่อกำหนดทิศทาง ปรับเปลี่ยนวิธีคิด ประสิทธิภาพ และมาตรฐานสินค้าร่วมกัน แต่ยังมี 3 เรื่องสำคัญจากการเข้าสู่เออีซีที่จำเป็นต้องเรียนรู้ คือ 1.ภาษี ผู้ประกอบการต้องรู้ว่าเมื่อเปิดเสรีแล้ว ภาษีของแต่ละประเทศจะเป็นเช่นไร 2.ถิ่นกำเนิดสินค้า และ 3.มาตรฐานสินค้าในแต่ละประเทศ ต้องรู้ว่าอีก 9 ประเทศที่เหลือเขามีหลักเกณฑ์อย่างไร ซึ่งทั้งสามข้อนี้ยังเป็นจุดบอดของธุรกิจไทยส่วนใหญ่

ด้าน นินนาท ไชยธีรภิญโญ รองประธานกรรมการ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย กล่าวว่า ภาคธุรกิจควรมีการกำหนดยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องกับประโยชน์ที่จะได้รับจากเออีซี ในแง่ของระบบภาษีต่างๆ ที่มีขั้นตอนลดลง ระบบโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคและการใช้เออีซีเป็นสะพานไปยังกลุ่มประเทศบวก 3 ได้แก่ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เนื่องจากการรับรู้ของธุรกิจยังอยู่ในระดับต่ำ จึงอาจเสียโอกาสให้กับคู่แข่ง

“ปัจจุบันการรับรู้เรื่องเออีซีของไทยยังต่ำมาก โดยอยู่อันดับ 8 ในอาเซียน ขณะที่ลาวอยู่อันดับ 1 เราคงต้องถามตัวเองแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่ไทยจะต้องเร่งพัฒนาเพื่อให้เป็นผู้ชนะหรืออยู่ในเวทีอาเซียนได้ คือ ต้องเร่งพัฒนาระบบการศึกษาและภาษา เพราะจากนี้ไปจะเป็นการแข่งขันในแง่ความพร้อมและคุณภาพของคน” นินนาท กล่าว

ทั้งหมดนั้นคือภาพที่อุตสาห กรรมไทยจะต้องเผชิญและหาทางรับมือ

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ