
ปรับตัวสู้ '5ฟรีโฟลว์' เออีซี
เหลือเพียง 3 ปีนับจากนี้ ที่ 10 ประเทศสมาชิกกลุ่มอาเซียน จะรวมตัวเป็นตลาดหนึ่งเดียวกันด้วยกำลังซื้ออาเซียนกว่า 600 ล้านคน
เหลือเพียง 3 ปีนับจากนี้ ที่ 10 ประเทศสมาชิกกลุ่มอาเซียน จะรวมตัวเป็นตลาดหนึ่งเดียวกันด้วยกำลังซื้ออาเซียนกว่า 600 ล้านคน
จากการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558 ที่มาพร้อมกับเสรีภาพในการเคลื่อนย้ายสินค้า การบริการ การลงทุน เงินทุน และแรงงาน
จาก “พันธสัญญา” ของประเทศสมาชิกอาเซียนดังกล่าว ที่จะมีผลบังคับใช้จริงจังในปี 2558 นั้น สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย(ทีเอ็มเอ) เตรียมจัดสัมมนาเพื่อระดมความคิดเห็นและให้ความรู้เต็มรูปแบบ ภายใต้หัวข้อ “โค้งสุดท้ายสู่ AEC รู้สู้ Free Flow of” โดยครอบคลุมทั้ง 5 เรื่องหลัก วันที่ 29 มิ.ย-10 ต.ค.นี้
ประเสริฐ ธวัชโชคทวี ประธานกลุ่มบริหารการตลาดทีเอ็มเอ และกรรมการผู้จัดการบริษัท โนว์เลจ กล่าวว่า ในภาคธุรกิจส่วนมากมีการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากเม็ดเงินจำนวนมหาศาลในมือ คือการลงทุน และเงินทุนที่จะต้องไหลเข้าออกทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากสำหรับนักลงทุน และผู้ประกอบการรายย่อยที่จะเข้าไปแสวงหาและช่องทางการทำธุรกิจใหม่ๆ
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการจะต้องศึกษาข้อกำหนด การทำธุรกิจ ข้อกฎหมายต่างๆ ตลอดจนวัฒนธรรมของประเทศอาเซียนอย่างเข้าใจก่อน เพื่อสร้างเป็นโอกาสที่ดีต่อการลงทุนในอนาคต ที่ผลักดันให้เกิดห่วงโซ่อุปทาน (ซัพพลายเชน) ขนาดใหญ่ จากการรวมเป็นตลาดเดียวอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่จะต้องวางแผนในภาคการผลิตให้ดีเพื่อรองรับตลาดในอนาคตที่จะเติบโตกว่า 2 เท่าตัวจากปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยยังขาดความรู้ในการเตรียมความพร้อมต่อเรื่องนี้ โดยเฉพาะการเคลื่อนย้ายเสรีของเม็ดเงินลงทุนที่จะเข้ามากขึ้นในอนาคต จากกฎหมายอนุญาตให้ต่างด้าวเข้าถือหุ้นในกิจการเพิ่มเป็นสัดส่วน 70% จากปัจจุบันนักลงทุนต่างด้าวมีสิทธิถือหุ้นในกิจการไทยสัดส่วน 41% เป็นต้น
จากแนวโน้มดังกล่าว ยังผลักดันให้เกิดการเคลื่อนย้ายเสรีของธุรกิจ-บริการเข้ามาไทยมากขึ้น ซึ่งกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีผลประกอบการรายได้ต่อปีไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท น่าเป็นห่วงที่สุด ทั้งทักษะด้านแรงงาน หรือบุคลากร จากการเคลื่อนย้ายเสรีของทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งไทยยังอ่อนแอในเรื่องของภาษาอังกฤษ เพื่อใช้ติดต่อสื่อสารและเจรจาต่อรองทางธุรกิจ
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังต้องทบทวนเรื่องแรงงานระดับล่างที่อาจเกิดปัญหาการขาดแคลนแรงงานกลุ่มนี้ ที่มีความเป็นไปได้ภายใน 3 ปีนับจากนี้ จากปัจจุบันไทยมีแรงงานต่างด้าวรวมกว่า 5 ล้านคน ทั้งที่ขึ้นทะเบียนตามกฎหมายและไม่ได้ขึ้นทะเบียน คาดแบ่งเป็น 2.5 ล้านคน ที่เป็นแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ พม่า ลาว และกัมพูชา
“ในอนาคตเมื่อเปิดเออีซีแล้ว คาดว่าแรงงานใหญ่กลุ่มนี้ โดยเฉพาะพม่าอาจจะต้องเดินทางกลับไปยังประเทศของตน เพื่อไปพัฒนาด้านโครงสร้างสาธารณูปโภคในประเทศของพวกเขา ซึ่งไทยอาจเผชิญกับวิกฤตการขาดแคลนแรงงานกลุ่มนี้” ประเสริฐ กล่าว
กฤติกา คงสมพงษ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาการตลาด สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าภาคแรงงานธุรกิจบริการภายในประเทศไทย ถือว่ายังไม่น่าเป็นห่วงนัก จากปัจจุบันในภาคอุตสาหกรรมธุรกิจบริการไทยยังขาดแคลนแรงงานด้านนี้กว่า 15% แต่มีสิ่งที่น่าเป็นกังวลจากการเคลื่อนย้ายทรัพยากรมนุษย์มากกว่า
โดยเฉพาะใน 8 กลุ่มอาชีพที่ขึ้นทะเบียนสงวนอาชีพเฉพาะคนไทย เช่น แพทย์ วิศวกร สถาปนิก หรือนักบัญชี เป็นต้น ที่จะเกิดการหลั่งไหลเข้าออกระหว่างผู้เชี่ยวชาญในอาชีพแต่ละสาขามากขึ้น ดังนั้นภายในปี 2558 ไทยควรกำหนดมาตรฐานที่ชัดเจนเพื่อปกป้องกลุ่มอาชีพเหล่านี้ด้วย ขณะที่สิงคโปร์ถือเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวด้านทรัพยากรมนุษย์ ที่มีความพร้อมและทักษะ
“ปัจจุบันในสิงคโปร์มีมาตรฐานอุตสาห กรรมด้านบริการที่สูงกว่าในกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกัน เช่น ในภาคการเงินที่มีการเติบโตมากกว่าจีดีพีประเทศสูงถึง 33.8% ขณะที่ภาคการเงินของไทยอยู่ที่ 15%” กฤติกา กล่าว
นับจากนี้ผู้ประกอบการไทยควรเร่งทำตลาดสร้างมูลค่าเพิ่มและแบรนด์สินค้าที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง รวมถึงหาพันธมิตรที่แข็งแกร่ง หรือเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในภูมิภาคนี้ ซึ่งในอนาคตอาจได้เห็นการรวมกลุ่ม หรือควบรวมกิจการของเอสเอ็มอีเพื่อแข่งขันในเออีซีเกิดขึ้น







