
เตือนวิกฤตอียูลากเศรษฐกิจพัง
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าววิกฤตการเงินในยุโรปกลายเป็นประเด็นหลัก ถูกจุดประกายขึ้นจากความกังวล
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าววิกฤตการเงินในยุโรปกลายเป็นประเด็นหลัก ถูกจุดประกายขึ้นจากความกังวล
สถานการณ์ในประเทศสเปน นักวิเคราะห์ต่างออกมาคาดการณ์ว่ารัฐบาลสเปนอาจต้องขอเงินช่วยเหลือจากยุโรปเป็นจำนวนสูงถึง 4.5 แสนล้านยูโร หรือประมาณ 18 ล้านล้านบาท ซึ่งมากกว่าเงินช่วยเหลือที่กรณีไอร์แลนด์และโปรตุเกสเคยได้รับถึง 2 เท่า และมีความเป็นไปได้สูงว่าสเปนจะขอเงินช่วยเหลือในเดือน ก.ค.นี้
นอกจากนี้ ทางสถาบันจัดอันดับเครดิตชั้นนำของโลก มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ได้ออกมาประกาศหั่นอันดับความน่าเชื่อถือกลุ่มธนาคารของเยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่งที่สุดของยูโรโซนถึง 6 แห่งด้วยกัน พร้อมหั่นเครดิตธนาคารใหญ่ที่สุดของออสเตรเลียลงอีก 3 แห่ง และปรับลดอันดับเครดิตธนาคารในกรีซลงอีก 2 แห่ง
แอนเน็ต ดิกสัน ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า ขณะนี้วิกฤตการเงินของสหภาพยุโรปมีแนวโน้มเลวร้ายขึ้น รัฐบาลในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาควรเตรียมนโยบายการคลังให้พร้อมรับมือ สำหรับประเทศไทยมีประเด็นน่ากังวลคือประสิทธิภาพการป้องกันที่ต้องรวดเร็วกว่านี้ ควรเร่งวิจัยหาสัดส่วนที่เหมาะสมของหนี้สาธารณะ และการขาดดุลงบประมาณให้มีช่องว่างที่เหมาะสมเอาไว้รองรับกรณีเกิดวิกฤต และต้องพัฒนานโยบายการคลังให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ภายหลังสถานการณ์วิกฤตในยุโรปลุกลาม ทางด้านธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมประเมินเศรษฐกิจในประเทศใหม่ โดย เมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธปท. กล่าวว่า ธปท.อยู่ระหว่างประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจล่าสุด เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 13 มิ.ย.นี้ โดยมีความเสี่ยงจากปัจจัยเศรษฐกิจในต่างประเทศมากขึ้น และต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงจากสถานการณ์การเมืองในประเทศเพิ่มขึ้น
ขณะที่นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ รองปลักระทรวงการคลัง กล่าวยอมรับว่านโยบายการคลังของไทยยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ต้องปฏิรูปด้านการวางแผน การจัดซื้อจัดจ้างการตรวจสอบให้มีความรวดเร็วตรงเป้าและโปร่งใสมากขึ้น
ทั้งนี้ นโยบายของรัฐบาลในปัจจุบันได้แก่ นโยบายขาดดุล 4 แสนล้านบาท พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท เงินกองทุนภัยพิบัติ 5 หมื่นล้านบาท และนโยบายรับจำนำข้าวคาดว่าไทยมีแนวโน้มจะขาดดุลเพิ่มอีกประมาณ 1 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
สำหรับสัดส่วนดังกล่าวยังไม่ถือว่าน่ากังวล หากฐานการบริโภคในประเทศเติบโตตามไปด้วย นอกจากนี้ไทยยังเหลือเพดานหนี้สาธารณะอีกเกือบ 20% จึงเชื่อว่าจะพร้อมรับมือวิกฤตการเงิน
สถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังดูอึมครึม ทำให้ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รมว.คลัง ทาบทามนักการเมืองบ้านเลขที่ 111 ที่มีความรู้ความสามารถในด้านเศรษฐกิจมาเป็นที่ปรึกษาและช่วยงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เสริมทีมงานเศรษฐกิจรัฐบาลให้แข็งแกร่งขึ้น
อย่างไรก็ดี การเบิกเงินกู้จากพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลได้ขอวงเงินไว้ และจะต้องเบิกจ่ายภายในเดือน มิ.ย. 2556 ยังเบิกจ่ายได้ล่าช้ามาก เพิ่งมีการเบิกเงินก้อนแรกจำนวน 300 ล้านบาท เป็นของกรมโยธาธิการและผังเมือง เพื่อนำไปก่อสร้างโครงการเตรียมรับมือน้ำท่วม แต่กระทรวงการคลังคาดว่าจะเริ่มมีการทยอยเบิกเงินกู้ของโครงการมากขึ้น ความล่าช้าของการใช้เงินกู้มาจากความไม่พร้อมของโครงการที่จะใช้เงิน
ทางด้าน ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวว่า เตรียมจะเสนอชื่อ พล.ต.ต.อรรถกฤษณ์ ธารีฉัตร รองผู้บังคับการตำรวจภูธรภาค 4 ให้เป็นผู้อำนวยการสำนักงานสลากฯ คนใหม่ และให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการแต่งตั้งได้เร็วสุดในวันที่ 12 มิ.ย.นี้
ขณะเดียวกัน ประเวช องอาจสิทธิกุล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กล่าวว่า ในวันที่ 13 มิ.ย.นี้ คณะกรรมการกองทุนประกันภัยพิบัติจะมีการประชุมพิจารณาเพื่อปรับเงื่อนไขการรับประกันภัยพิบัติด้านต่างๆ เพิ่มเติม หลังจากอัตราเบี้ยประกันในตลาดได้ปรับลดลงมาอยู่ในระดับปกติมากขึ้น
ทั้งนี้ จะเสนอให้ขยายวงเงินความคุ้มครองกลุ่มเอสเอ็มอีและภาคอุตสาหกรรม จากเดิมคุ้มครองไม่เกิน 30% เป็น 50% ของทุนประกัน ขณะที่บ้านอยู่อาศัยก็จะปรับลดทุนประกันขั้นต่ำเหลือ 2 หมื่นบาท จากเดิม 1 แสนบาท เพื่อช่วยลดภาระค่าเบี้ยให้เหลือเพียง 100 บาทต่อปี จากเดิม 500 บาทต่อปี และอาจขยายให้เกิดความคุ้มครองไปถึงกรณีเหตุพายุหรือแผ่นดินไหวได้ง่ายขึ้น
สำหรับการช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วมนั้น วรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า ธนาคารเตรียมวงเงิน 9,000 ล้านบาท จัดทำสินเชื่อบ้านดอกเบี้ยต่ำ “โครงการบ้าน ธอส.–ธปท. เพื่อผู้ประสบอุทกภัย” สำหรับลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ ให้กู้เพื่อซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติม ไถ่ถอน ชำระหนี้ที่อยู่อาศัย ซื้ออุปกรณ์ฯ และลดดอกเบี้ย วงเงินให้กู้ต่อรายไม่เกิน 3 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ 3% ต่อปี นาน 5 ปีแรก
หลังจากนั้นกรณีลูกค้าสวัสดิการคิดอัตราดอกเบี้ยเท่ากับ MRR – 1.00% ต่อปี กรณีลูกค้ารายย่อยทั่วไปคิดอัตราดอกเบี้ย เท่ากับ MRR – 0.50% ต่อปี ทั้งนี้กรณีกู้ชำระหนี้เกี่ยวกับที่อยู่อาศัย / ซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวก คิดอัตราดอกเบี้ยเท่ากับ MRR (ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ย MRR ธอส. เท่ากับ 7.25% ต่อปี) ผู้สนใจสามารถยื่นคำ ขอกู้ได้ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 30 พ.ย. 2556 หรือภายใต้กรอบวงเงินที่ธนาคารกำหนด และทำนิติกรรมภายในวันที่ 30 ธ.ค
ปิดท้ายด้วยการเคลื่อนไหวดัชนีหุ้นในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาผันผวนอย่างมาก โดยปรับตัวลดลงแรงในช่วงต้นสัปดาห์จากความกังวลวิกฤตหนี้ในยุโรป ก่อนจะปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของสัปดาห์จากการคาดหวังถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทย ส่งผลให้ดัชนีหุ้นปิดตลาดท้ายสัปดาห์ที่ระดับ 1,127.10 จุด เพิ่มขึ้น 1.07% จากสัปดาห์ก่อน m







